Self Assessment

นพ.สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ รพ.เทพา จ.สงขลา

 

การบริหารจัดการความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความปลอดภัย ทางกาย จิตใจ อารมณ์และจิตวิญญาณ ของ จนท. ผู้ป่วย ญาติ ประชาชน ตลอดจนความปลอดภัย/ จากอันตรายขององค์กร สิ่งแวดล้อมและชุมชน การเตรียมความพร้อม การประเมิน การทบทวน จะช่วยให้องค์กรมีทิศทางและพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที

จากการประชุมกลุ่มผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ นักวิชาการ ผู้บริหารใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อ 26 ธ.ค. 2547 ณ. สสจ.ปัตตานี มีข้อสรุปว่าควรจะมีการประเมินและเตรียมความพร้อมในประเด็นต่างๆ ดังนี้

 

1.       ประเด็นเรื่องเตรียมสถานที่ทำงานด้านโครงสร้าง ตัวอาคาร

-          น่าจะมีสัญญาณฉุกเฉิน เตือนให้รับทราบเหตุการณ์ และน่าจะแยกเสียงเฉพาะ กรณีเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ให้เจ้าหน้าที่ทราบเมื่อเกิดเหตุ

-          ต้องมีการเตรียมเจ้าหน้าที่ในการรับทราบการใช้เสียงในแต่ละกรณีของเหตุการณ์

-          รั้วของโรงพยาบาล ด้านหน้า ค่อนข้างมิดชิด แต่รอบๆ ด้านข้างโดยรอบของโรงพยาบาล น่าจะมีการวางลวดหนามรอบขอบรั้ว  (งบประมาณไม่เอื้อ ต้องใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลร่วมด้วย)

-          กระถางต้นไม้ ที่ว่างอยู่บริเวณอาคารให้ออกห่าง

-          สถานที่เข้าออกควรมีประตูเดียว

-          ตั้งด่านใกล้บริเวณโรงพยาบาล

-          ติดตั้งกล้องทีวีวงจรปิด เช่น รั้ว  ลานจอดรถ  มีผลต่อการย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ และสามารถช่วงเฝ้าระวัง เตือนความตระหนักในการดูแลความปลอดภัยด้านอื่นๆ ด้วย และต้องติดตั้งแบบซูมในระยะทางไกล     ควรติดตั้งเป็นระบบแลน เชื่อมเห็นภาพ ครอบคลุม

-          บริเวณพื้นที่จอดรถ ไม่ติดชิดเขตตัวอาคาร

-          ปรับเวรยาม เป็นตู้แดง ให้เวรยามเวียนดูทุกจุด/ ดูทีวีวงจรปิด

-          ไม่ควรทำบอร์ดป้ายชื่อของบุคลากร

 

2.       ประเด็น สำรองวัสดุ/อุปกรณ์

-          เตรียมวัสดุ การแพทย์ /อุปกรณ์ต่างๆ ให้เตรียมไว้อย่างน้อย  2 เท่า 

-          น้ำมันเชื้อเพลิง 

-          รถ /ยานพาหนะ เตรียม /ตรวจเช็คสภาพ ให้พร้อมเสมอ

-          เตรียม ตรวจเช็ค เครื่องดับเพลิงทุกจุด

-          ยามเป็นคนกว้างขวาง/รู้จักพื้นที่ดี

-          เตรียมน้ำดื่ม / ประปา / ระบบไฟฟ้า แก็ส ต้องเตรียมการไฟสำรอง ที่ต้องมีประสิทธิภาพ นอกจาก เครื่องปั่นไฟ แล้ว ต้อง มีทั้ง ไฟฉาย หรือแบตเตอรี่  (อุปกรณ์ต้องมีการวอร์มเครื่องเพื่อทำการทดสอบเครื่องเตรียมพร้อมกับการใช้งาน)

-          ระบบสื่อสาร /วิทยุ/โทรศัพท์  ปัญหา คือ สัญณาณหายเป็นช่วงๆ  น่าจะให้โทรศัพท์ มือถือติดตัวด้วย

-          มีทางเลือกการสื่อสารไว้หลายทาง

-          ผู้ใช้/ เจ้าหน้าที่ เตรียมให้ใช้ระบบการสื่อสารให้พร้อม เช่น Fax  วิทยุ

-          แจ้งให้เจ้าหน้าที่ ทราบระบบการติดต่อสื่อสาร ให้ทั่วถึง

-          ทักษะของเจ้าหน้าที่  และการประสานงาน

 

3.       ประเด็น เตรียมบ้านพัก  และครอบครัว

-          รั้วบริเวณบ้านพัก ประตูบ้านให้แข็งแรง ไม่เปิดประตูทิ้งไว้

-          ไฟส่องสว่างเพียงพอ

-          การจำกัดบุคคลเข้าออก

-          จุดใกล้ทางคมนาคม จุดล่อแหลม ต้องระวังเป็นพิเศษ

-          มีสัญลักษณ์ /สัญญาณ เคาะประตู ให้รู้กันภายในครอบครัว ว่าควรเปิดประตูให้ เช่น มีช่องดูคนนอกได้ กล้องวีดีโอ

-          ทำความเข้าใจกับครอบครัวเรื่องเหตุการณ์ / การเดินทาง

-          รับส่งครอบครัว มีอาวุธ ประจำตัว

-          อยู่เวร ควบ บ่าย-ดึก สำหรับเจ้าหน้าที่ที่อยู่นอกโรงพยาบาลหรือเตรียมที่พักไว้เป็นการเฉพาะ

-          การติดต่อสื่อสารภายใน

-          ให้คนนอก หรือคนใน เดินดูรอบโรงพยาบาล เพื่อดูจุดบกพร่อง

-          เตรียม อาหาร น้ำดื่ม กักตุนไว้ในบ้าน ประมาณ 2-3 วัน

-          สร้างมาตรการป้องกันในครอบครัว (ซ้อมแผน /สร้างสถานการณ์)

-          เจ้าหน้าที่น่าจะมีบ้านพักสำรองต่างจังหวัด/อาคารสำรอง

-          เตรียมระบบไฟ เช่นแบตเตอรี่สำรอง

 

4.       ที่บ้าน (รวมถึงสมาชิกในครอบครัว)

-         ระบบอื่น ๆ แบบเดียวกับ รพ.

-         ควรมีการขึ้นทะเบียนคนในบ้าน มีระเบียบบ้านพัก

-         ระบบการเข้าออกของคน และรถ กำหนดมาตรการเข้าออก

-      ฝึกอบรมสมาชิกในครอบครัว ถึงแนวทางและการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน/ทำคู่มือ เช่น ไฟไหม้ ผู้บุกรุก /คนแปลกหน้า ถูกขู่ทำร้าย เช่น  ต้องรู้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อฉุกเฉิน

-         ระบบสวัสดิการ และสร้างขวัญกำลังใจ เช่น จัดรถรับ-ส่ง บุตรหลานของ จนท. รพ.ไปโรงเรียน แทนที่จะขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่ง

 

5.       ประเด็น สถานการณ์ที่คิดว่าจะเกิดขึ้น

สมมติเหตุการณ์ขู่วางระเบิด 

-          ต้องมีการซ้อมแผน (มีแนวทางปฏิบัติ บทบาทหน้าที่ของทุกคนว่าต้องทำอะไร)

-          ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ

รับโทรศัพท์ขู่

-          คนรับไม่ควรตกใจ  ควรเตรียม  ตั้งสติให้ได้ และมีการซ้อม  โดยฝึกเจ้าหน้าที่ให้รับข้อมูลในด้าน ลักษณะของเหตุที่เกิด เรื่องเวลา คือที่ไหนเมื่อไร 

-          มี procedures  ในการรับข้อมูล บริเวณรับโทรศัพท์

-          ลำดับขั้นรายงานหลังจากได้ข้อมูล

-          มีแนวทางการรับสถานการณ์ แต่ละเหตุการณ์

-          เตรียมซ้อมรับสถานการณ์จำลอง/ สอนให้เจ้าหน้าที่ ฝึกใช้แนวทาง

-          แนวทางแปะไว้บริเวณข้างโทรศัพท์ ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ละเอียด ใช้ได้ง่าย อ่านสะดวก สั้น กะทัดรัด แล้วเข้าใจง่าย

-          การใช้  code  เมื่อเกิดเหตุการณ์

-          มีอาสาสมัคร ประมาณ 1 คน ตรวจดูสิ่งต้องสงสัยเมื่อเกิดเหตุ

-          เมื่อเกิดเหตุการณ์เตรียม อุปกรณ์/ คนให้พร้อม

-          โทรศัพท์ควรเป็นแบบโชว์เบอร์ได้

วางเพลิง   เสี่ยงมากในระดับอำเภอ  เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยอยู่  เช่นบ้านพัก สอ./ มีสิ่งก่อสร้างค่อนข้างมาก

ก่อม็อบ   อาจมีโอกาสถูกเรียกไปตั้งหน่วย

-          เตรียมความพร้อมยานพาหนะ

-          ให้โรงพยาบาลเตรียมกำลัง / เจ้าหน้าที่ให้พร้อม

-          ประเมินสถานการณ์เกิดม็อบ  มีเทคนิคการวิเคราะห์ม็อบ

-          เมื่อเกิดม็อบ เจ้าหน้าที่จะทำอย่างไร  มีแนวทางปฏิบัติ  เมื่อได้รับการแจ้งข่าว ต้องมีการเช็คข่าว ยังไม่ต้องออกพื้นที่ไปก่อน สอบถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ ซึ่งอาจจะมีอยู่   ต้องตรวจสอบข่าวจากคนในพื้นที่ให้ได้ความชัดเจน  ยังไม่จำเป็นไม่ควรออกนอกพื้นที่อันตรายสูง 

-          ผู้ที่ออกนอกพื้นที่ต้องมีสัมพันธภาพที่ดีกับชุมชนสูง  และมีจิตวิทยาสูง เตรียมความพร้อมให้มากต่อการออกพื้นที่

-          รถ/ยานพาหนะ ที่จะออกนอกพื้นที่ต้องมีความพร้อมใช้งาน

ถูกจับเป็นตัวประกัน

-          ตั้งสติ  ไม่ตกใจ

-          ไม่กระทำการกระตุ้น /ท้าทาย/ ก้าวร้าว พูดจาไม่สุภาพ

-          สังเกต / หาช่องทางที่เป็นประโยชน์ต่อการเอาชีวิตรอดของเรา

-          รักษาความเป็นกลาง  ไม่อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

-          รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง กินอาหาร เพื่อเตรียมแรงต่อสู้ได้

-          มองเชิงบวก รักษาทัศนคติที่ดีเอาไว้ ขณะถูกคุมตัว  สร้างสัมพันธภาพ กับฝ่ายตรงข้าม (เป็นมิตร) ไม่พูดคุยเรื่องล่อแหลม

-          จำลองสถานการณ์/ฝึกซ้อม

-          พยายามป้องกันไม่ให้ถูกจับเป็นตัวประกัน

 

6.       ประเด็นการเดินทาง /ขนย้ายผู้ป่วย

         -     ไม่ขับรถมอเตอร์ไซด์คนเดียว

-          ไม่เดินทางตรงเวลาเดียวกันทุกๆวัน

-          ไม่เดินทางคนเดียว

-          พยายามไม่มีเรื่องกับใครในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไข้ของโรงพยาบาล

               -      จัดรับส่งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และเดินทางเป็นกลุ่ม เช่น รถตู้ 12 ที่นั่ง

-          การจอดรถรับส่ง ควรเปลี่ยนสถานที่รับส่งบ้าง   เช่น ช่วงเวลาเสี่ยง สถานที่เสี่ยง

-          มีหน่วยคุ้มครอง เจ้าหน้าที่ เช่น เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย (เส้นทางเปลี่ยว)

-          ขณะเดินทางควรระวัง (ว่ามีใครตามหรือไม่ / ดูกระจกหลัง)

-          ถ้าไม่รู้สึกปลอดภัย ให้ประสานขอกำลังคุ้มกัน เป็นช่วงๆ

-          ไม่ควรลงพื้นที่ถ้าสถานการณ์ไม่ดี

-          ถ้ารู้สึกถูกตามให้เข้าชุมชน

-          ก่อนออกโรงพยาบาล เตรียมยานพาหนะ ยางอะไหล่ น้ำมันให้พร้อม (ให้ทำเป็น check list) ก่อนออกเดินทาง

-          เส้นทางคมนาคมต้องระวังเรือใบ ต้องอ้อมเส้นทางที่เสี่ยง มีวิทยุสื่อสารบนรถ refer ที่ติดต่อได้ทั้ง รพ.และตำรวจ เครือข่ายและระบบการสื่อสาร ซึ่งควรใช้มากกว่าหนึ่งช่องทาง เช่น วิทยุ มือถือ เสียงตามสาย ควรมีระบบที่กระจายเสียงตามสายได้โดยตรง เช่น จาก ER  สามารถกระจายเสียงตามสายได้เลย ไม่ต้องผ่าน operator อาจมีการแจ้งรหัสที่เหมาะสม ที่สำคัญคือการจัดระบบการสื่อสารภายในซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นที่ /แต่ละโรงพยาบาล


 

ตัวอย่างของแบบประเมินที่เป็นลักษณะของ checklist ซึ่งประยุกต์จาก Threat Advisory System Response(TASR) Guideline ของ ASIS โดยมีหลักการสำคัญคือ

1.       ต้องมีการประเมินสถานการณ์ โดยใช้ข้อมูลจากส่วนต่างๆเพื่อกำหนดระดับของสถานการณ์ ซึ่งกำหนดเป็น 5 ระดับ 4 กลุ่ม คือ

1.1    สีเขียว(ข) เหตุการณ์ปกติ (กลุ่มที่ 1)

1.2    สีนำเงิน(นง) เหตุการณ์ผิดปกติเล็กน้อย (กลุ่มที่ 1)

1.3    สีเหลือง(ล) เหตุการณ์ผิดปกติเล็กน้อยและมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้น (กลุ่มที่ 2)

1.4    สีส้ม(ส) เหตุการณ์ผิดปกติปานกลาง (กลุ่มที่ 3)

1.5    สีแดง(ด)  เหตุการณ์ผิดปกติมาก เตรียมการสำหรับการอพยพ (กลุ่มที่ 4)

2.       แต่ละกลุ่มจะมี 3 องค์ประกอบ คือ

2.1    การตอบสนองภาวะฉุกเฉิน และการดำเนินงานในภาวะวิกฤติ

2.2    การป้องกันบุคคลากร

2.3    การป้องกันกายภาพ

3.       กำหนดผู้รับผิดชอบการประเมินในภาพรวมขององค์กร

4.       กำหนดระยะเวลา ความถี่ของการประเมิน ในลักษณะยืดหยุ่นที่สอดรับกับสถานการณ์

5.       กำหนดแนวทาง เตรียมความพร้อมด้านต่างๆ รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่พบจากการประเมิน

 

สิ่งที่สำคัญที่สุด จนท. และผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องประเมินสถานการณ์ร่วมกัน


 

ระดับ 1

ระดับความคุกคาม สีเขียว/น้ำเงิน

 

ระดับความคุกคาม

ข้อพิจารณา และมาตรการที่อาจต้องดำเนินการ

ทำแล้ว/ยัง

หมายเหตุ

 

การตอบสนองภาวะฉุกเฉิน - การดำเนินงานในภาวะวิกฤต

 

1

นง

จัดทำ/พัฒนาแผนการดำเนินงานในภาวะวิกฤต(องค์กรควรพัฒนาแผนโดยครอบคลุมหัวข้อ การเตรียมพร้อม การป้องกัน การตอบสนอง การกู้ การทดสอบแผนและฝึกอบรม รวมถึงการประเมินผลและดูแลต่อเนื่อง)

 

 

 

2

นง

ตั้งทีมจัดการเหตุวิกฤต และทีมรับผิดชอบด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉิน, ทีมกู้ภัยพิบัติ ฯลฯ และฝึกอบรมให้ตรงตามบทบาทหน้าที่ในแต่ละระดับความคุกคาม

 

 

 

3

นง

เตรียมปฏิบัติตามแผนดำเนินงานในภาวะวิกฤตและแผนสำรอง ให้เหมาะสมกับระดับความคุกคามในปัจจุบัน

 

 

 

4

นง

ทบทวน และตรวจยืนยันกระบวนการสำหรับการเตรียมพร้อมในระดับความคุกคามที่สูงขึ้น

 

 

 

5

นง

จัดตั้งศูนย์กลางการบัญชาการตอบสนองภาวะวิกฤต เพื่อดำเนินการตามแผนสำรอง ตอบสนอง และกู้วิกฤต ตรวจสอบยืนยันว่าอุปกรณ์สื่อสารพร้อมใช้งาน ทั้งวิทยุ โทรศัพท์มือถือ และอินเตอร์เน็ต

 

 

 

6

นง

เตรียมความพร้อมรับเหตุอุทกภัย หรือผลความเสียหายอื่น ที่สืบเนื่องจากระเบิดหรือเหตุร้ายในทำนองเดียวกัน

 

 

 

7

นง

ทำอันดับรายชื่อบุคคลที่จะเป็นผู้สั่งการในภาวะวิกฤต

 

 

 

8

นง

หากเป็นไปได้ ให้ติดตามที่อยู่ของบุคลากรที่ไปอบรมหรือลาพักผ่อนกลับมา

 

 

 

9

นง

ทบทวนงบประมาณสนับสนุนมาตรการด้านความปลอดภัยที่จำเป็นเผื่อสำหรับกรณีที่ต้นทุนอาจสูงขึ้นเนื่องจากภาวะวิกฤต

 

 

 

10

นง

พัฒนาแบบฝึกหัดสำหรับซักซ้อมกระบวนการ ขั้นตอนปฏิบัติต่าง ๆ ที่เหมาะสม

 

 

 

11

นง

วางแผนสำหรับสถานที่ทำงานทดแทนหลังการอพยพออกจากที่ทำงานเดิม รวมทั้งการเตรียมอาหารแห้ง ถุงนอน ยา น้ำดื่ม และสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับคนที่ต้องอยู่ในสถานที่ได้จัดเตรียมไว้ เตรียมสำเนาเอกสาร เอกสารอิเล็คทรอนิคส์ที่จำเป็นขององค์กร(การเงิน, งานบุคคล, กฎหมาย ฯลฯ) การสื่อสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับสถานที่ทำงานทดแทนนั้น

 

 

 

12

นง

จัดเก็บเอกสารสำคัญในที่ปลอดภัย เช่น เอกสารการเงิน งานบุคคล กฎหมาย เป็นต้น

 

 

 

13

นง

ฝึกซ้อมขั้นตอนปฏิบัติในการอพยพคนออกจากอาคารในภาวะฉุกเฉินให้เจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อให้เกิดความพร้อมกรณีเกิดเหตุการณ์จริง

 

 

 

14

นง

สร้างความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานท้องถิ่น เช่นที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจภูธร เทศบาล อบต. หน่วยดับเพลิง กำหนดวิธีการติดต่อสื่อสารหลัก และวิธีสำรอง จัดทำรายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ประสานงานหลักให้ไว้แก่องค์กรที่จะทำหน้าที่ตอบสนองเหตุฉุกเฉิน ยืนยันให้แน่ใจว่าหน่วยงานท้องถิ่นเข้าใจโครงสร้างทางกายภาพ และกระบวนการทำงานขององค์กร กำหนดสถานที่สำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน

 

 

 

15

นง

เชิญหน่วยดับเพลิงท้องถิ่น ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ร่วมฝึกซ้อมกับทีมตอบสนองต่อเหตุวิกฤต และทีมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ

 

 

 

16

นง

ทำงานร่วมกับทีมฉุกเฉิน(อาจรวมมูลนิธิ หน่วยกู้ภัยภัยต่าง ๆ ) ที่ทำหน้าที่เข้าถึงที่เกิดเหตุชุดแรก เพื่อตระเตรียมพื้นที่ประเมินแยกประเภทผู้ป่วย และแผนสำรอง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าหน่วยกู้ภัยที่จะเข้าถึงจุดเกิดเหตุชุดแรก ผ่านการอบรมการปฐมพยาบาล

 

 

 

17

นง

พัฒนาความสัมพันธ์กับสื่อมวลชน และยุทธศาสตร์การสื่อสาร รวมทั้งการจัดสถานที่สำหรับสื่อมวลชน การฝึกบุคลากรเพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับสื่อ

 

 

 

18

นง

จัดหาผู้ให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิต สำหรับกรณีที่อาจเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น

 

 

 

19

นง

ตั้งสายด่วนรับวิกฤต เพื่อรับโทรศัพท์และให้ข้อมูลแก่บุคคล สมาชิกครอบครัว และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์วิกฤต

 

 

 

20

นง

จัดให้มีการติดตามข่าวจากโทรทัศน์ วิทยุ และรายงานข่าวอื่น ๆ เป็นระยะ ๆ โดยจัดไว้ในศูนย์กลางการบัญชาการ

 

 

 

21

นง

พัฒนา "canned message" (ข้อความที่มีบันทึกไว้ล่วงหน้าพร้อมเผยแพร่ในเหตุฉุกเฉิน) ที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้นำองค์กรแล้ว ซึ่งสามารถกระจายไปยังผู้ปฏิบัติในการประกาศภาวะการเตรียมพร้อมระดับต่าง ๆ ระบุให้ชัดเจนว่า จะใช้ข้อความเมื่อใด โดยใคร และกระจายอย่างไร

 

 

 

22

นง

วางแผนการสื่อสารสำรองในกรณีที่สายโทรศัพท์ใช้การไม่ได้ พิจารณาความพร้อมของการสื่อสารผ่านดาวเทียม ถ้าโทรศัพท์มือถือใช้ไม่ได้

 

 

 

23

นง

จัดให้มีสายโทรศัพท์พิเศษไว้ใช้สำหรับกรณีฉุกเฉินโดยแยกต่างหากจากตู้ชุมสายของอาคาร และจัดให้มีวิธีการสื่อสารสำรองไว้ด้วย

 

 

 

24

นง

ประเมินระดับความคุกคามที่มีต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จัดให้มีการจัดการความเสี่ยงของข้อมูลและสารสนเทศ

 

 

 

25

นง

ทบทวนและตรวจสอบยืนยันแผนตอบสนองด้านความปลอดภัยของระบบข้อมูลและสารสนเทศ ถ้ามีอยู่เดิมแล้ว

 

 

 

26

นง

ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ เกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบข้อมูลและสารสนเทศ

 

 

 

27

นง

วางแผนและเตรียมการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญ ทั้งเครือข่าย ระบบ และเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ฮาร์ดแวร์ ซอร์ฟแวร์ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดตอนในการติดต่อเครือข่ายในภาวะวิกฤต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การป้องกันบุคลากร

 

28

นง

สำเนาเอกสารขั้นตอนปฏิบัติในภาวะฉุกเฉินและแนวทางการดำเนินการขององค์กรที่สำคัญให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้ขายสินค้า

 

 

 

29

นง

พัฒนาการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในสถานที่ทำงานทดแทนเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ที่สำคัญหรือมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทหน้าที่ที่ไม่ได้ปฏิบัติอยู่เป็นประจำในภาวะปกติ

 

 

 

30

นง

พัฒนากระบวนการและการฝึกอบรมสำหรับภาวะฉุกเฉินสำหรับเจ้าหน้าที่ที่มีความจำเป็นพิเศษ(เช่นมีความพิการ)

 

 

 

31

นง

ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทุกคนเพื่อเพิ่มความระแวดระวังในสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งการวางแผนด้านความปลอดภัยสำหรับครอบครัว จัดเตรียมการฝึกอบรมและเอกสารแนวทางสำหรับแผนการหลบภัยในสถานที่(shelter in place)

 

 

 

32

นง

ถ้ามีระบบควบคุมการผ่านเข้าออก/ตรวจจับการบุกรุก เช่น กล้องวงจรปิด สัญญาณเตือนภัย กุญแจล็อก ไฟส่องสว่าง คีย์การ์ด ฯลฯ อยู่แล้ว ให้ตรวจสอบยืนยันว่าอุปกรณ์อยู่ในสภาพดี พร้อมใช้งานหรือไม่ ถ้าไม่ ให้ซ่อมแซมให้เรียบร้อย

 

 

 

33

นง

ทบทวนและตรวจสอบการฝึกอบรมพื้นฐานแก่บุคลากรเกี่ยวกับการรับมือเหตุฉุกเฉินว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ภาวะคุกคามในปัจจุบัน

 

 

 

34

นง

ทันเหตุการณ์ปัจจุบัน ติดตามรายงานข่าวโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์

 

 

 

35

นง

เตรียมแผนสำรองในกรณีขาดแคลนน้ำ พลังงานความร้อน การปรับอากาศ และไฟฟ้า

 

 

 

การป้องกันทางกายภาพ

 

36

นง

ทบทวนและยืนยันการเตรียมเจ้าหน้าที่เสริม/สำรอง เพื่อสนับสนุนงานด้านระบบความปลอดภัยและการดำเนินงานต่าง ๆ ขององค์กร

 

 

 

37

นง

เตรียมการ และทบทวนการประเมินความเสี่ยงของ อาคารสถานที่ ทรัพย์สิน และบุคลากร

 

 

 

38

นง

ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเรื่องการตอบสนองที่เหมาะสม และเป็นที่ยอมรับ ในกรณีที่เกิดความวุ่นวาย การขู่วางระเบิด การเดินขบวน การประท้วงต่าง ๆ

 

 

 

39

นง

จัดให้มีกุญแจกลางที่เปิดได้ทุกประตู(master key) ของอาคาร สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสม

 

 

 

40

นง

ตรวจสอบประวัติของลูกจ้างของบริษัทคู่สัญญาที่มาทำงานเต็มเวลาในองค์กร

 

 

 

41

นง

จัดให้มีการทดสอบการเจาะระบบควบคุมการผ่านเข้าออก/ตรวจจับการบุกรุก

 

 

 

42

นง

ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อเฝ้าระวังเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อยู่ด้านนอก หรือใกล้ ๆ อาคาร

 

 

 

43

นง

พัฒนากระบวนการตรวจสอบสิ่งของที่เจ้าหน้าที่ บริษัทคู่สัญญา หรือแขกนำเข้าไปในอาคาร

 

 

 

44

นง

พัฒนาแผน และพิจารณาการใช้ยานพาหนะสำหรับระบบความปลอดภัย ทั้งชนิดแสดงตัวและไม่แสดงตัว

 

 

 

45

นง

ฝึกอบรมเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยในเรื่องที่จำเป็นเฉพาะอย่างขององค์กร เช่น เทคนิคการตรวจยานพาหนะ แผนจำกัดการเข้าถึงยานพาหนะเป็นต้น

 

 

 

46

นง

ติดตั้งสัญญาณเตือนภัยจากเคาน์เตอร์พนักงานต้อนรับ และ/หรือ ป้อมยามที่อยู่ไกลออกไป สำนักงานของผู้บริหาร และจุดผ่านเข้าออกที่สำคัญ ซึ่งจะส่งไปยังศูนย์บัญชาการกลาง

 

 

 

47

นง

ติดตั้งสิ่งกีดขวางไม่ให้ยานยนต์สามารถขับฝ่าทะลุประตูทางเข้าอาคารได้ ซึ่งอาจใช้การวางกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่  หรือ แท่งคอนกรีต ฯลฯ ความเหมาะสม

 

 

 

48

นง

ให้เจ้าหน้าที่เรียนรู้วิธีการปิดไฟฟ้า แก๊ส และน้ำ และให้แน่ใจว่ามีการเตรียมขั้นตอนวิธีปฏิบัติในการปิดระบบฉุกเฉินดังกล่าว ให้สามารถรับมือกรณีการใช้พิษสารเคมีทั้งภายใน และภายนอกได้

 

 

 

49

นง

จัดเตรียมสถานที่ปลอดภัยในอาคาร ซึ่งมีระบบความอบอุ่น การระบายอากาศ การปรับอากาศ และกรองอากาศ แยกเป็นของตนเอง และพร้อมสำหรับเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่ระบบดังกล่าวถูกปิด

 

 

 

50

นง

หาแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำรอง และตรวจยืนยันว่าใช้การได้จริง เตรียมการให้มั่นใจได้ว่าจะมีน้ำมันดีเซลพอสำหรับการปั่นไฟฉุกเฉินได้ในระยะยาว

 

 

 

51

นง

จัดหาหรือทบทวนแผนที่ แปลน แผนผังอาคารสถานที่ โดยเก็บรักษาไว้ในสถานที่ปลอดภัยเพื่อไว้ใช้อ้างอิงอย่างถูกต้อง

 

 

 

52

นง

หาสถานที่เก็บสิ่งของสำคัญสำรองไว้ ในกรณีที่มีวัตถุอันตรายอยู่ใน หรือ ใกล้ตัวอาคาร

 

 

 

53

นง

ทางเข้าและทางออกควรมีทางเดียว และติดตั้งสัญญาณฉุกเฉินไว้

 

 

 

54

นง

จัดสถานที่ให้เป็นการเฉพาะสำหรับการรับจดหมาย และพัสดุไปรษณีย์

 

 

 

55

นง

จัดทำแผนสำหรับศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินในอาคารสำรองที่เตรียมไว้ เพื่อใช้สั่งการปฏิบัติการตอบสนองและกู้สถานการณ์หลังการอพยพฉุกเฉินขององค์กร จัดเตรียมและตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์สื่อสาร เช่น วิทยุ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และอินเตอร์เน็ต

 

 

 

56

นง

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทางออกฉุกเฉินที่มีอยู่ไม่ถูกปิดกั้น หรือมีสิ่งกีดขวาง จัดให้มีการตรวจตราเป็นประจำว่าสามารถใช้การได้ดี

 

 

 

57

นง

สำรวจพื้นที่รอบ ๆ เพื่อพิจารณากิจกรรมที่อาจเพิ่มระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น สนามบิน สถานที่ราชการ โรงงานอุตสาหกรรม ระบบท่อลำเลียง ฯลฯ

 

 

 

ระดับ 2 ระดับความคุกคาม สีเหลือง

 

ระดับความคุกคาม

ข้อพิจารณา และมาตรการที่อาจต้องดำเนินการ

ทำแล้ว/ยัง

หมายเหตุ

 

การตอบสนองภาวะฉุกเฉิน - การดำเนินงานในภาวะวิกฤต

 

1

ตรวจสอบให้มั่นใจว่าเอกสารแผนฉุกเฉิน แผนดำเนินงาน/กู้สถานการณ์ เป็นปัจจุบัน เช่น รายการติดต่อ กระบวนการแจ้งข่าว ทบทวนและตรวจสอบยืนยันแผนการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรในกรณีฉุกเฉินในด้านความถูกต้องของชื่อและหมายเลขต่าง

 

 

 

2

ซักซ้อมแบบฝึกหัดกระบวนการ ขั้นตอนต่าง ๆ ตามความเหมาะสม

 

 

 

3

ให้เจ้าหน้าที่ทีมจัดการเหตุวิกฤตและทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินต่าง   ร่วมกันทบทวนแผนฉุกเฉิน แผนดำเนินงาน/กู้สถานการณ์ ยืนยันบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ

 

 

 

4

ทบทวนและปรับปรุงกระบวนการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินให้เหมาะสมกับข้อมูลสถานการณ์ภาวะคุกคามในปัจจุบัน

 

 

 

5

ตรวจสอบยืนยันว่ามีโทรศัพท์เคลื่อนที่และวิทยุติดตามตัวพร้อมที่จะแจกจ่ายให้สมาชิกทีมจัดการเหตุวิกฤตและทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ พิจารณาความจำเป็นในการส่งข้อความ  SMS ของ โทรศัพท์เคลื่อนที่

 

 

 

6

ตรวจสอบยืนยันเครื่องมือ อุปกรณ์ รายชื่อและขั้นตอนการติดต่อสื่อสารในศูนย์กลางการบัญชาการ

 

 

 

7

ตรวจสอบยืนยันหมายเลขติดต่อและทำความเข้าใจร่วมกันกับหน่วยงานท้องถิ่นนอกองค์กร เช่น ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ ดับเพลิง  เป็นต้น

 

 

 

8

ติดตามตรวจสอบข่าวสถานการณ์ภาวะคุกคาม ทั้งจากหน่วยงานท้องถิ่น ส่วนกลาง และหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัย

 

 

 

9

ทบทวนรายชื่อของบุคคลที่ควรได้รับการแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติจากระบบตรวจสอบความปลอดภัย เช่น ระบบตรวจสอบการบุกรุกในระบบเครือข่ายสารสนเทศ

 

 

 

10

กระตุ้นให้เจ้าหน้าที่มีความตระหนักด้านความปลอดภัยมากขึ้น ในแง่ที่เกี่ยวกับความร่วมมือกับองค์กร

 

 

 

11

ทบทวนแผนกู้สถานการณ์เพื่อให้มั่นใจว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

 

 

 

12

ตรวจสอบรายการตรวจสอบ(checklists) แกนนำ/ผู้ประสานงาน ทะเบียนคุมอุปกรณ์ระบบสารสนเทศให้เป็นปัจจุบัน

 

 

 

การป้องกันบุคลากร

 

13

ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในสถานที่ทำงานทดแทนเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ที่สำคัญหรือมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทหน้าที่ที่ไม่ได้ปฏิบัติอยู่เป็นประจำในภาวะปกติ

 

 

 

14

เน้นย้ำ ให้ความสำคัญของการรู้ข้อมูลการลางาน การกลับเข้าทำงาน และที่อยู่ปัจจุบันของเจ้าหน้าที่ทุกคนมากขึ้น

 

 

 

15

เตรียมตัวรับเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นเรื่องการป้องกันสิ่งคุกคามของเจ้าหน้าที่

 

 

 

16

ตรวจสอบให้มั่นใจว่าข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยได้ถูกสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทั่วทั้งองค์กรโดยได้รับความเห็นชอบจากผู้นำองค์กร

 

 

 

การป้องกันทางกายภาพ

 

17

ตรวจสอบให้มั่นใจว่าช่องทางและขั้นตอนการสื่อสารเปิดกว้างให้เข้าถึงได้ และมั่นคงยั่งยืน เชื่อถือได้ และมีระบบการสื่อสารอื่น ๆ สำรองไว้

 

 

 

18

ทบทวนมาตรการรับสถานการณ์ภาวะคุกคามเป็นระยะ ๆ ให้มีความเป็นปัจจุบัน เนื่องจากสถานการณ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

 

 

 

19

ตรวจสอบสิ่งของที่เจ้าหน้าที่ บริษัทคู่สัญญา หรือแขกนำเข้าไปในอาคาร

 

 

 

20

ใช้มาตรการด้านความปลอดภัยพิเศษใด ๆ ที่ใช้เจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรม

 

 

 

21

ทบทวนและตรวจสอบการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยเรื่องการตรวจสอบยานพาหนะ

 

 

 

22

รักษาระดับความระแวดระวัง และตื่นตัวต่อกิจกรรม เหตุการณ์ และพฤติกรรมที่ผิดปกติเป็นพิเศษ

 

 

 

23

สรุปรายงานประจำวันแก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัย

 

 

 

24

ตรวจสอบระบบความปลอดภัย

 

 

 

25

ติดตามข่าวจากสื่อต่าง ๆ และรายงานจากหน่วยงานฉุกเฉินและหน่วยงานรักษากฎหมาย

 

 

 

26

ปิดทางเข้าออกหน่วยงานในช่วงนอกเวลาทำการ จำกัดการเข้าออกตามความเหมาะสม

 

 

 

27

ดูแลบริเวณนอกตัวอาคารไม่ให้มีวัสดุ สิ่งของที่อาจใช้ในการซ่อน พรางตัวได้

 

 

 

28

จัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลบริเวณรับส่งสินค้า

 

 

 

29

ตรวจสอบยืนยันใบขับขี่ของคนขับรถขนส่งสินค้า ใบรับส่งของ เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง

 

 

 

30

ตรวจสอบสินค้าที่ส่งมา(cargo) ตามความจำเป็น

 

 

 

31

พิจารณาเพิ่มการตรวจสอบสิ่งของ พัสดุที่ส่งมายังองค์กร

 

 

 

32

จัดการการเก็บบันทึกกำหนดการเดินทางของทีมจัดการเหตุวิกฤตและทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

 

 

 

33

เก็บบันทึกและทบทวนประเมินความเสี่ยงและความปลอดภัยของกำหนดการเดินทางของผู้บริหารระดับสูงกับเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัย

 

 

 

34

ตรวจสอบยืนยันสัญญาณเตือนภัย อุปกรณ์ควบคุมการเข้าออก อุปกรณ์ตรวจจับการบุกรุก และระบบพื้นฐานของอาคารให้เหมาะสมกับสถานการณ์ภาวะคุกคาม

 

 

 

35

ตรวจสอบการจัดเก็บเครื่องมืออุปกรณ์นอกสถานที่

 

 

 

ระดับ 3 ระดับความคุกคาม สีส้ม

 

ระดับความคุกคาม

ข้อพิจารณา และมาตรการที่อาจต้องดำเนินการ

ทำแล้ว/ยัง

หมายเหตุ

 

การตอบสนองภาวะฉุกเฉิน - การดำเนินงานในภาวะวิกฤต

 

1

ใช้แผนฉุกเฉินและแผนสำรองตามความจำเป็น

 

 

 

2

เพิ่มความถี่ของการติดตามข่าวสถานการณ์ภาวะคุกคาม

 

 

 

3

จำกัดการเดินทางและการลาพักของเจ้าหน้าที่ทีมจัดการเหตุวิกฤตและทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินต่าง

 

 

 

4

ให้เจ้าหน้าที่ทีมจัดการเหตุวิกฤตและทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินต่าง   ร่วมกันทบทวนข้อมูลที่มีความจำเพาะมากขึ้น เช่น จากหน่วยงานรักษากฎหมาย สื่อ หรือแหล่งข่าวอื่น ๆ เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเป็นไปได้ต่อองค์กร

 

 

 

5

ให้โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์สื่อสารอื่น ๆ แก่เจ้าหน้าที่ทีมจัดการเหตุวิกฤตและทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ

 

 

 

6

ตรวจสอบสถานที่ทำงานทดแทน และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านการกู้สถานการณ์ว่าสามารถทำงานได้ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

 

 

 

7

ตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์สำรองว่ามีการเตรียมพร้อม ดูแลรักษา เพียงพอที่จะสนับสนุนปฏิบัติการกู้สถานการณ์

 

 

 

8

เพิ่มระดับความตื่นตัวและเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยของระบบสารสนเทศให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานในภาวะวิกฤตขององค์กร

 

 

 

9

เตรียมตัดการเชื่อมต่อกับภายนอกทางอินเตอร์เน็ตสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็น

 

 

 

การป้องกันสำหรับบุคลากร

 

10

ให้เจ้าหน้าที่มีความระแวดระวังและรายงานเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยเมื่อพบเหตุการณ์ วัตถุ บุคคล ยานพาหนะแปลกปลอม ที่น่าสงสัยโดยทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุ และยานพาหนะที่ไม่มีเจ้าของ

 

 

 

12

ให้เจ้าหน้าที่รายงานคำถามจากสื่อต่าง ๆ แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ขององค์กร

 

 

 

13

ทบทวนและตรวจยืนยันวิธีเดินทางสำรองอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ในกรณีที่การคมนาคมหลักไม่สามารถใช้การได้

 

 

 

14

ปรึกษาเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเดินทางออกนอกพื้นที่

 

 

 

การป้องกันทางกายภาพ

 

16

ทบทวนแผนในการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงเส้นทาง หรือข้อขัดข้องในระบบการคมนาคมขนส่ง ปรึกษาเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เกี่ยวกับการควบคุมการใช้ และการผ่านเข้าออก ถนนสาธารณะที่อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการคุกคาม

 

 

 

17

ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ด้านอาคารสถานที่เกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับแขกผู้มาใช้บริการ

 

 

 

18

เตรียมการสำหรับการอพยพ การปิดบริการ และการรักษาความปลอดภัยสำหรับทุกหน่วยงานย่อยในองค์กร

 

 

 

19

เพิ่มการตรวจตรารักษาความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอก พิจารณาความจำเป็นในการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ และขยายช่วงเวลาการปฏิบัติหน้าที่

 

 

 

20

มอบหมายให้มีเจ้าหน้าที่ในศูนย์กลางการบัญชาการ ที่คอยเฝ้าระวังเหตุการณ์ด้วยกล้องวงจรปิดตลอดเวลา

 

 

 

21

เพิ่มความระแวดระวัง และการเฝ้าระวังตรวจตราของทุกอาคาร

 

 

 

22

ประเมินความจำเป็นในการใช้เครื่องหมายแสดงตนพิเศษของเจ้าหน้าที่ ใช้บัตรประจำตัวที่ติดรูปถ่ายซึ่งออกให้โดยหน่วยงานในการตรวจสอบบุคคล ควรมีการแลกบัตรการเข้าออกอาคารทุกครั้ง

 

 

 

23

ประเมินการตรวจสอบยานพาหนะ เช่น ให้มีการตรวจใต้ท้องรถ ใต้หลังคา และในกระโปรงท้าย

 

 

 

24

ตรวจสอบยานพาหนะทุกคันที่จอดอย่างผิดระเบียบทั้งภายในและรอบอาคาร ตรวจสอบคนขับและให้ย้ายรถในทันที หากไม่พบคนขับให้ลากรถออกไป

 

 

 

25

ประสานกับฝ่ายอาคารสถานที่และเพิ่มการตรวจสอบภายในและรอบ ๆ อาคารเพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ และระบบฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น เครื่องปั่นไฟ ระบบไฟฉุกเฉิน สัญญาณอัคคีภัย รั้วอยู่ในสภาพสมบูรณ์

 

 

 

26

เตรียมจำกัดการเข้าออกให้เหลือเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่จำเป็น

 

 

 

27

จำกัดการใช้ถนนและที่จอดรถตามความเหมาะสม

 

 

 

28

เพิ่มการตรวจสอบระบบพื้นฐานของอาคาร เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ก๊าซให้สามารถปิด-เปิดระบบในกรณีฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว เตรียมสถานการณ์ที่ต้องมีการปิด-เปิดระบบเหล่านี้

 

 

 

29

ตรวจสอบ รักษาความปลอดภัยห้องที่ไม่มีคนอยู่ประจำ เช่น ห้องประชุม ห้องสมุด ห้องเก็บของ

 

 

 

30

พิจารณาการจำกัดการเข้าถึงพื้นที่สำคัญของเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภายนอก เช่น พนักงานของบริษัททำความสะอาด

 

 

 

31

เพิ่มไฟส่องสว่าง ตัดแต่งต้นไม้ เพื่อให้สามารถมองเห็นทั่วทั้งบริเวณของหน่วยงานได้โดยสะดวก

 

 

 

32

ตรวจสอบยืนยันรายการการขนส่งและซ่อมบำรุงของร้านค้าต่าง

 

 

 

33

หากจำเป็น ให้เพิ่มการตรวจสอบจดหมายและพัสดุที่ส่งเข้ามาทั้งหมดระวังจดหมายและพัสดุที่ไม่มีชื่อที่อยู่ของผู้ส่ง หรือมีรอยเปื้อน/ผงแป้ง

 

 

 

34

ตรวจสอบสินค้าที่มาส่งทุกชนิด

 

 

 

35

งดการมาเยี่ยมชม ดูงาน ที่ไม่จำเป็น

 

 

 

36

จัดเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์กลางการบัญชาการในช่วงเวลาปกติ ทบทวนรายชื่อ และทดสอบการเรียกเจ้าหน้าที่เข้าประจำการ ตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

 

 

 

ระดับ 4 ระดับความคุกคาม สีแดง

ระดับความคุกคาม

ข้อพิจารณา และมาตรการที่อาจต้องดำเนินการ

ทำแล้ว/ยัง

หมายเหตุ

 

การตอบสนองภาวะฉุกเฉิน - การดำเนินงานในภาวะวิกฤต

 

1

ให้เจ้าหน้าที่ทีมจัดการเหตุวิกฤตและทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินต่าง   ร่วมกันจัดการใช้แผนฉุกเฉินรับสถานการณ์และ/หรือแผนดำเนินงาน/กู้สถานการณ์เพื่อรับภาวะคุกคามที่มีผลกระทบต่อองค์กร บุคลากร

 

 

 

2

เปิดศูนย์กลางการบัญชาการโดยมีเจ้าหน้าที่ประจำตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่เว้นวันหยุด

 

 

 

3

แจ้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเรื่องการอพยพบุคลากรและปิดองค์กร

 

 

 

4

เตรียมปิดอาคาร ดูแลรักษาทรัพย์สิน ปิดอุปกรณ์และระบบต่าง ๆ ในกรณีมีการอพยพ หากจำเป็น ให้เตรียมมอบหมายเจ้าหน้าที่ให้ทำหน้าที่ดูแลสถานที่เดิม กำหนดขั้นวิธีการ และเวลาการเปิดทำงานใหม่อีกครั้ง

 

 

 

5

เตรียมและดูแลรักษาช่องทางการติดต่อสื่อสารไว้ใช้เป็นพิเศษล่วงหน้าในกรณีฉุกเฉิน เช่น โทรศัพท์ โทรสาร อินเตอร์เน็ต

 

 

 

6

เตรียมการอพยพเจ้าหน้าที่และสิ่งของที่จำเป็นสำหรับปฏิบัติการกู้สถานการณ์

 

 

 

7

เตรียมการอพยพด้วยมือ(manual evacuation) ระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สนับสนุนที่สำคัญไปยังสถานที่ทำงานทดแทน

 

 

 

8

จำกัดการเข้าถึงอาคาร อุปกรณ์ ระบบไว้สำหรับบุคลากรที่จำเป็นเท่านั้น

 

 

 

การป้องกันบุคลากร

 

9

แนะนำให้บุคลากรสลับสับเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางมาทำงาน

 

 

 

10

ให้บุคลากรที่ไม่จำเป็นงดมาทำงานโดยไม่ถือเป็นวันลา ใช้ระเบียบการลาที่ยืดหยุ่น

 

 

 

11

เตือนให้เจ้าหน้าที่รายงานคำถามจากสื่อต่าง ๆ แก่เจ้าหน้าที่ฝ่าย ประชาสัมพันธ์ขององค์กร

 

 

 

12

งดการเดินทางไปในพื้นที่ที่ถูกโจมตีหรือเป็นเป้าหมายการคุกคาม

 

 

 

13

งดการเข้าร่วมการประชุมสัมมนาที่ไม่จำเป็น หรือจัดนอกสถานที่

 

 

 

14

เสริมความระแวดระวังด้านความปลอดภัยต่อสิ่งรอบตัวตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของการถูกโจมตี

 

 

 

15

ตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ฉุกเฉินให้เพียงพอและจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ

 

 

 

16

เติมน้ำมันในยานพาหนะต่าง ๆ ให้เต็มอยู่เสมอ

 

 

 

17

หลีกเลี่ยงการส่งข้อมูลข่าวสารที่ไม่สำคัญ

 

 

 

18

จัดหาผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต ตั้งสายด่วนรับภาวะวิกฤตถ้าเหมาะสม

 

 

 

การป้องกันทางกายภาพ

 

19

ใช้แผนรองรับการเปลี่ยนเส้นทางหรือข้อจำกัดของการคมนาคมขนส่ง

 

 

 

20

จัดเจ้าหน้าที่เพื่อเตรียมรับความต้องการที่สำคัญต่าง ๆ ในภาวะฉุกเฉิน

 

 

 

21

เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย การลาดตระเวน ให้เห็นอย่างชัดเจน

 

 

 

22

สลับสับเปลี่ยนการใช้วิธีตรวจตราที่จุดผ่านเข้าออก

 

 

 

23

เสริมการตรวจตราทุกอาคารและระบบการควบคุมการผ่านเข้าออก/การตรวจจับการบุกรุก เช่น กล้องวงจรปิด สัญญาณเตือนภัย กุญแจล็อก ไฟส่องสว่าง คีย์การ์ด ตรวจสอบระบบเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ

 

 

 

24

เตรียมการให้ความช่วยเหลือในการอพยพและขั้นตอนฉุกเฉินต่าง ๆ ให้ความร่วมมือ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยขององค์กร

 

 

 

25

จำกัดทางเข้าออกให้เหลือน้อยทีสุดเท่าที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน

 

 

 

26

ตรวจสอบอาคาร/ห้องว่างปิด หรือ ล็อกพื้นที่ที่ไม่จำเป็น

 

 

 

27

เตรียมตัวปิดหน่วยงาน อุปกรณ์ในกรณีมีการอพยพและประสานกับเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัย หากจำเป็นให้ตัดการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายสารสนเทศขององค์กรกับอินเตอร์เน็ต

 

 

 

28

ยืนยันสถานะ ความพอเพียงของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เก็บรักษาไว้นอกสถานที่

 

 

 

29

งดหรือเลื่อนงานจ้างเหมาที่ไม่จำเป็นทั้งหมดหรือตรวจสอบการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่จ้างอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

ภาคผนวก

ตัวอย่างของเอกสาร คู่มือการปฏิบัติการฉุกเฉินในโรงพยาบาล สามารถจัดทำเป็นภาพพลิก สติกเกอร์ ให้เห็นเด่นชัด ณ.จุดปฏิบัติงาน (file self_assessment_ex.doc, self_assessment_ex.htm)