ในสถานการณ์ที่มีการเผชิญหน้ากันของกลุ่ม 2 กลุ่ม
ซึ่งอาจเป็นฝ่ายประท้วง และ ฝ่ายรัฐนั้น
มีโอกาสที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะได้รับการร้องขอให้จัดส่งรถพยาบาลพร้อมเจ้าหน้าที่
หรือ มีการร้องขอให้จัดหน่วยแพทย์มาประจำยังสถานที่ใกล้ๆจุดเกิดเหตุ
เป็นหน่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ในระหว่างที่มีการเผชิญหน้าของม็อบกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ การปฏิเสธที่จะไม่ส่งหน่วยปฐมพยาบาลไป โดยขอตั้งรับในที่ตั้งคือโรงพยาบาลนั้น เป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แต่หากไม่สามารถปฏิเสธได้ การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับม็อบ
และการมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้านั้น
จะทำให้การทำหน้าที่ในบทบาทด้านสุขภาพนั้น มีความปลอดภัยในระหว่างปฏิบัติงานสูงสุด
· การชุมนุมประท้วงเป็น Sign ปกติในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะกับคนจนหรือผู้ที่มีอำนาจต่อรองทางสังคมน้อยเช่นเกษตรกร คนจน เพราะการยื่นหนังสือ การเข้าพบผู้ว่า หรือการร้องเรียนต่อรัฐมนตรี เรื่องมักเงียบหายไป ดังนั้นการที่จะทำให้เสียง ความคิดเห็น และข้อเรียกร้องของกลุ่มพวกเขาดังจนถึงหูของผู้มีอำนาจตัดสินใจนั้น การรวมตัวกันประท้วงจึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในการทำให้ปัญหานั้นๆกลายเป็นประเด็นสาธารณะ และให้ผู้มีอำนาจสนใจมาแก้ปัญหา
· การมองม็อบของฝ่ายรัฐ มักมองในมุมที่เห็นว่าเป็นพวกก่อกวนสังคม ถูกจัดตั้ง ชักจูง หรือรับเงินมาค้าน ซึ่งส่วนใหญ่หากเป็นประเด็นความเดือดร้อนแล้ว โอกาสที่จะเป็นเช่นที่รัฐตีความก็จะน้อยมาก หากรัฐมองม็อบในแง่ลบ ไม่ได้มองด้วยความเข้าใจในประเด็นหรือสถานการณ์ความเดือดร้อน ก็มีแนวโน้มที่จะปราบด้วยความรุนแรง
· แต่การควบคุมฝูงชนสำหรับฝ่ายประท้วงเองนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ต้องมีการเตรียมความคิด เตรียมแบบแผนของม็อบให้ดีก่อนการชุมนุม มิเช่นนั้น ก็จะเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายและแนวทางสันติวิถีได้ อย่างไรก็ตาม การจะเกิดความรุนแรงหรือไม่นั้น ขึ้นกับทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายม็อบ
· การแพทย์เป็นบทบาทหนึ่งที่สำคัญในการสถานการณ์การเผชิญหน้าของม็อบ อาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ และอาจช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ในการปฐมพยาบาลและนำส่งผู้บาดเจ็บมาโรงพยาบาล ดังนั้น จึงไม่ควรปฏิเสธ หากมีการร้องขอมา แต่ควรพิจารณาส่งกำลังไปสนับสนุนเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะกรณีที่สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจต้องซักถามข้อมูลอย่างละเอียดจากฝ่ายปกครองหรือตำรวจทหารที่ร้องขอมา ถึงสถานการณ์ในพื้นที่ เพื่อจะได้สามารถประเมินความรุนแรง และเตรียมกำลังที่จะไปสนับสนุนได้อย่างเหมาะสม โดยปกติฝ่ายปกครองจะเล่าข้อมูลไม่มาก จึงต้องถามให้มากเพื่อให้ได้ความชัดเจน
· ในพื้นที่ที่มีโอกาสประสบเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง โรงพยาบาลควรเตรียมทีมเฉพาะที่มีความเข้าใจและมีทักษะเฉพาะเข้าปฏิบัติการ มากกว่าการจัดบุคลากรหมุนเวียน โดยอย่างน้อยทีมงานควรประกอบด้วยบุคคล 4 คนคือ พนักงานขับรถและเจ้าหน้าที่เปลซึ่งเป็นผู้ชาย และเจ้าหน้าที่พยาบาลอีก 2 คน หรือหากมีแพทย์เพิ่มไปอีก 1 คน ก็เป็นสิ่งที่ดี
· การแต่งกายให้แต่งชุดขาวที่สามารถแสดงตนได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ผู้หญิงให้ใส่กางเกง และรองเท้าที่ไม่มีส้น (เพื่อให้วิ่งได้คล่องตัว)
· เตรียมอาหาร น้ำดื่ม หรือขนมสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ลงไปปฏิบัติงานไว้ด้วยเสมอ เพราะหากสถานการณ์ตึงเครียด หรือ ที่ตั้งหน่วยอยู่ห่างไกลชุมชน อาจหาซื้อเสบียงในพื้นที่ไม่ได้
· ให้ใช้รถพยาบาล Ambulance เข้าปฏิบัติการ ไม่ใช้รถกระบะโดยไม่จำเป็น เพราะรถพยาบาลแสดงตนได้ชัดเจนกว่ารถกระบะ หากโรงพยาบาลมีรถ Ambulance หลายคัน อาจเลือกคันเก่ายังใช้การได้ดี เนื่องจากหากเสียหายก็จะได้เป็นการสูญเสียทรัพย์สินที่น้อยที่สุด
· เตรียมกล้องถ่ายรูปหรือกล้องดิจิตอลไปเสมอ อาจได้ใช้ประโยชน์ในการเก็บภาพเหตุการณ์
· ต้องมีระบบสื่อสารที่สามารถสื่อสารกับโรงพยาบาลได้ อาจเป็นระบบวิทยุหรือโทรศัพท์มือถือ ควรมีการสำรองแบตตารีไว้ เพราะเหตุการณ์การยืดเยื้อ และ ไม่สะดวกในการหากระแสไฟฟ้าในพื้นที่ในการชาร์ตแบตตารี
· ควรมีหมายเลขโทรศัพท์มือถือของตำรวจระดับผู้ใหญ่ในพื้นที่ หรือ ฝ่ายปกครองเช่นนายอำเภอไว้ เพื่อการตรวจสอบสถานการณ์และการประสานงานได้สะดวกรวดเร็ว
· การเลือกสถานที่ในการจอดรถและตั้งหน่วยปฐมพยาบาลที่เหมาะสม โดยควรอยู่ในส่วนที่ปลอดภัยที่สามารถให้บริการได้สะดวกสำหรับทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายม็อบ ไม่อยู่ในจุดที่เสี่ยงต่อการปะทะ ไม่อยู่ขวางทางหนีหรือทางรุกของม็อบ ไม่อยู่หลังแนวรับของตำรวจ เพราะอาจโดนลูกหลงจากการปะทะได้ ควรเขียนแผนผังสถานที่ตั้ง และการมองหาทางหนีทีไล่ล่วงหน้า กรณีสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ให้นัดหมายจุดนัดพบกรณีมีเหตุการณ์ฉุกเฉินไว้ด้วย
· ให้ทำหน้าที่ในบทบาทวิชาชีพด้านสุขภาพโดยให้บริการอย่างเต็มที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่แบ่งแยกแก่ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายม็อบ ระหว่างให้บริการก็อาจสอบถามสถานการณ์ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ไม่เถียงไม่แสดงความเห็นแย้ง และให้ใช้การสังเกตและประเมินสถานการณ์จากผู้มารับบริการเสมอ
· ควรรายงานสถานการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาทราบเป็นระยะ แม้ว่าสถานการณ์จะยังสงบและปลอดภัยดี
· ควรมีการขอสับเปลี่ยนกำลังในกรณีที่เหตุการณ์ยืดเยื้อ เพราะสถานการณ์อาจยืดเยื้อข้ามวัน ความอ่อนล้าและความตึงเครียดในการปฏิบัติหน้าที่ควรได้รับการผ่อนคลายด้วยการสับเปลี่ยนกำลังจากทางโรงพยาบาล อาจเป็นผลัดละ 12 ชั่วโมง หรือเมื่อไม่สามารถรับกับสภาวะเครียดที่เผชิญอยู่ได้
· อาจขอกำลังสนับสนุนเพิ่มเติม หากมีปริมาณงานมากจนรับมือไม่ไหว อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง ความปลอดภัยน้อย อาจขอความร่วมมือจากหน่วยราชการอื่นในการนำผู้ป่วยผู้บาดเจ็บส่งมารับการปฐมพยาบาลที่โรงพยาบาล แทนการส่งกำลังไปสนับสนุนเพิ่มเติมในพื้นที่
· จากประสบการณ์ของโรงพยาบาลจะนะ การออกปฏิบัติงานในขณะที่มีการชุมนุมนั้น หากสถานการณ์ค่อนข้างสงบและเป็นมิตร ยาพื้นฐานที่มักถูกขอคือ ยาแก้ปวดหัว Paracetamol และ น้ำดื่ม บ่อยครั้งที่เราจัดเตรียมน้ำสะอาดสำหรับดื่มไม่เพียงพอ เพราะภาวะหิวกระหายน้ำมักเกิดขึ้นเสมอในม็อบ จงเตรียมน้ำดื่มไปให้มาก รวมทั้งแก้วน้ำ dispose เพื่อทั้งเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ฝ่ายตำรวจ และ ฝูงชน
· ควรเตรียมป้ายผ้าพร้อมเชือกแขวน เขียนข้อความว่า หน่วยปฐมพยาบาล ไปด้วยเสมอ เพราะบ่อยครั้งที่ฝ่ายปกครองจะขอให้เราตั้งจุดปฐมพยาบาลในเต็นท์ ซึ่งเราควรแสดงตนให้ชัดเจนว่า จุดนี้คือหน่วยปฐมพยาบาล เพื่อความสะดวกในการมารับบริการและ การแสดงตนให้ชัดเจนย่อมปลอดภัยกว่า
· การชุมนุมที่ดี ผู้ชุมนุมต้องมีเครื่องเสียงเพื่อควบคุมฝูงชนที่มาประท้วง หากม็อบไม่มีระบบเครื่องเสียงในการควบคุมฝูงชน บอกได้เลยว่า โอกาสที่จะเกิดความวุ่นวายจะสูงมาก
· การชุมนุมที่ดีต้องมีผู้นำการชุมนุมที่ชัดเจน ซึ่งมีบารมีสามารถสั่งให้ผู้ร่วมการชุมนุมทำตามได้ หรือเป็นตัวแทนในการเจรจาได้ หากการชุมนุมใดที่ไม่มีผู้นำการชุมนุมที่ชัดเจน โอกาสเกิดความวุ่นวายจะสูงมาก
· การชุมนุมที่ดีต้องมีประเด็นเรียกร้องที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถเจรจาต่อรองได้ หากไม่มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจน หรือ มีข้อเรียกร้องที่แตกต่างกัน เพราะขาดเอกภาพในกลุ่ม หรือมีลักษณะข้อเรียกร้องแบบได้คืบเอาศอก โอกาสที่จะเกิดความวุ่นวายก็จะสูง
· หาก Mob นั้น เคยผ่านประสบการณ์การชุมนุม มีประวัติศาสตร์การคัดค้านที่ต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการประท้วงคัดค้านด้วยการยื่นหนังสือ การเข้าพบผู้มีอำนาจเพื่อบอกเล่าถึงความเดือดร้อน หรือมีองค์กรพัฒนาเอกชนหรือนักวิชาการช่วยเป็นที่ปรึกษานั้น โอกาสของการประท้วงอย่างสันติวิธีก็จะสูงขึ้น โอกาสเกิดความวุ่นวายย่อมน้อยลง แต่หากเป็น mob เฉพาะกิจ เช่นกรณี ม็อบตากใบ โอกาสเกิดความรุนแรงจะสูงมาก
· ให้สังเกตความเคลื่อนไหวของฝ่ายตำรวจหรือทหารไว้เสมอ เพราะหากมีการเคลื่อนไหวของกำลังมาก เช่นการจัดแถว การตระเตรียมอาวุธ อาจแปลว่าจะมีการสลายม็อบ ซึ่งอาจไม่มีการแจ้งฝ่ายสาธารณสุขรับทราบก่อนก็เป็นไปได้ เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่วออกไป
· ในกระบวนการควบคุมฝูงชน หากจะควบคุมได้อย่างสงบและสันติ ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐอันได้แก่ตำรวจและทหารนั้น ต้องมีจำนวนที่มากกว่าฝูงชนประมาณ 2 เท่า จึงสามารถข่มให้อีกฝ่ายตั้งในความสงบได้ เพราะเห็นว่าสู้ไม่ได้แน่ ดังนั้นหากเจ้าหน้าที่ของรัฐมีน้อย และฝ่ายประท้วงมีการปลุกระดมมาก โอกาสเกิดความรุนแรงย่อมจะมากขึ้นด้วย
· ปกติการจะสลายม็อบ จะกระทำเมื่อฝ่ายตำรวจทหารประเมินกำลังแล้วมีความพร้อมและได้เปรียบมากกว่ากลุ่มม็อบ จึงจะสลายม็อบ ดังนั้นโอกาสที่จะสลายสำเร็จและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้จึงสูงมาก โอกาสที่ฝ่ายสาธารณสุขจะได้ถูกทำร้ายจึงมีไม่มาก นอกจากลูกหลง
· หากมีการสลายม็อบ การยิงปืนขึ้นฟ้าเป็นเรื่องปกติ ให้ระวังกระสุนที่อาจตกจากท้องฟ้า
· ฝ่ายม็อบอาจตอบโต้ด้วย ก้อนหิน หนังสติ๊ก หรืออาวุธ ควรหลบในที่ที่ปลอดภัย ไม่ทำตนเป็นไทยมุง
· รายงานสถานการณ์ให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทราบเป็นระยะ เพื่อให้ทางโรงพยาบาลเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจมีผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บจำนวนมากนำส่งไปโรงพยาบาลได้อย่างเหมาะสม
หากในระหว่างที่ปฏิบัติการ มีสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จนตกอยู่ภายใต้วงล้อมของฝูงชน หรือตกอยู่ในสถานการณ์การปะทะกัน สิ่งที่ควรตระหนักได้แก่
· ในอารมณ์โกรธแค้นของฝูงชนจากการที่มีการปะทะ สิ่งของทางราชการย่อมเป็นเป้าหมาย ให้เคลื่อนย้ายรถหรือให้สละรถหรือหน่วยปฐมพยาบาลแล้วแต่กรณี และย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่ประเมินว่าปลอดภัย
· ควบคุมสติอารมณ์ แก้ปัญหาด้วยไหวพริบเฉพาะตน นัดหมายจุดที่จะไป ตกลงเส้นทางเผื่อว่าหลงกัน
· อย่าทำตัวเป็น Hero ห้ามปรามการทำลายข้าวของ ไม่มีประโยชน์และอาจได้รับอันตราย
· เมื่ออยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ติดต่อผู้บังคับบัญชา อาจเดินเท้าออกมาให้ไกลพอที่โรงพยาบาลจะสามารถเข้ามาในพื้นที่เพื่อส่งรถมารับกลับ หรือตั้งหน่วยปฐมพยาบาลในแนวหลังที่ปลอดภัย
· หากโรงพยาบาลใด ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเดือดร้อนของประชาชน และมีการรวมตัวคัดค้านเป็นกลุ่มอยู่เสมอแล้ว โรงพยาบาลแห่งนั้น ควรศึกษาสภาพปัญหา ความเป็นมา ประเด็นต่างๆที่มีการคัดค้านหรือประท้วง รวมทั้งความเห็นทางวิชาการต่อกรณีนั้นๆ และแนวคิดและท่าทีของฝ่ายรัฐไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้สามารถเข้าใจสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า
· อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของโรงพยาบาลหรือสาธารณสุขนั้น คือความเป็นผู้บำบัดความทุกข์ความป่วยไข้ของทุกคน โดยไม่มีการเลือกฝักฝ่าย ดูแลอย่างเต็มกำลังความสามารถ เป็นมิตรกับทุกคนตามบทบาทหน้าที่แห่งวิชาชีพ สิ่งนี้จะเป็นเกราะป้องกันตัวที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง