ความปลอดภัยพื้นฐานสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กรณีสถานการณ์ในฝูงชน (ม็อบ)

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ รพ.จะนะ จ.สงขลา

 

                ในสถานการณ์ที่มีการเผชิญหน้ากันของกลุ่ม  2 กลุ่ม ซึ่งอาจเป็นฝ่ายประท้วง และ ฝ่ายรัฐนั้น มีโอกาสที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะได้รับการร้องขอให้จัดส่งรถพยาบาลพร้อมเจ้าหน้าที่ หรือ มีการร้องขอให้จัดหน่วยแพทย์มาประจำยังสถานที่ใกล้ๆจุดเกิดเหตุ เป็นหน่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในระหว่างที่มีการเผชิญหน้าของม็อบกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ   การปฏิเสธที่จะไม่ส่งหน่วยปฐมพยาบาลไป  โดยขอตั้งรับในที่ตั้งคือโรงพยาบาลนั้น  เป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข  แต่หากไม่สามารถปฏิเสธได้  การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับม็อบ  และการมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้านั้น  จะทำให้การทำหน้าที่ในบทบาทด้านสุขภาพนั้น  มีความปลอดภัยในระหว่างปฏิบัติงานสูงสุด

ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับม็อบและการประท้วง

·     การชุมนุมประท้วงเป็น Sign ปกติในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะกับคนจนหรือผู้ที่มีอำนาจต่อรองทางสังคมน้อยเช่นเกษตรกร คนจน เพราะการยื่นหนังสือ การเข้าพบผู้ว่า หรือการร้องเรียนต่อรัฐมนตรี เรื่องมักเงียบหายไป   ดังนั้นการที่จะทำให้เสียง ความคิดเห็น และข้อเรียกร้องของกลุ่มพวกเขาดังจนถึงหูของผู้มีอำนาจตัดสินใจนั้น การรวมตัวกันประท้วงจึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในการทำให้ปัญหานั้นๆกลายเป็นประเด็นสาธารณะ   และให้ผู้มีอำนาจสนใจมาแก้ปัญหา

·     การมองม็อบของฝ่ายรัฐ  มักมองในมุมที่เห็นว่าเป็นพวกก่อกวนสังคม  ถูกจัดตั้ง ชักจูง หรือรับเงินมาค้าน  ซึ่งส่วนใหญ่หากเป็นประเด็นความเดือดร้อนแล้ว  โอกาสที่จะเป็นเช่นที่รัฐตีความก็จะน้อยมาก  หากรัฐมองม็อบในแง่ลบ  ไม่ได้มองด้วยความเข้าใจในประเด็นหรือสถานการณ์ความเดือดร้อน  ก็มีแนวโน้มที่จะปราบด้วยความรุนแรง

·     แต่การควบคุมฝูงชนสำหรับฝ่ายประท้วงเองนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย  ต้องมีการเตรียมความคิด  เตรียมแบบแผนของม็อบให้ดีก่อนการชุมนุม  มิเช่นนั้น  ก็จะเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายและแนวทางสันติวิถีได้   อย่างไรก็ตาม  การจะเกิดความรุนแรงหรือไม่นั้น  ขึ้นกับทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายม็อบ  

การเตรียมตัวเมื่อได้รับการร้องขอกำลังเพื่อเป็นหน่วยปฐมพยาบาลหรือเตรียมรับผู้บาดเจ็บในจุดเกิดเหตุ

·     การแพทย์เป็นบทบาทหนึ่งที่สำคัญในการสถานการณ์การเผชิญหน้าของม็อบ อาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์  และอาจช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ในการปฐมพยาบาลและนำส่งผู้บาดเจ็บมาโรงพยาบาล  ดังนั้น จึงไม่ควรปฏิเสธ  หากมีการร้องขอมา  แต่ควรพิจารณาส่งกำลังไปสนับสนุนเท่าที่จำเป็น  โดยเฉพาะกรณีที่สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจต้องซักถามข้อมูลอย่างละเอียดจากฝ่ายปกครองหรือตำรวจทหารที่ร้องขอมา  ถึงสถานการณ์ในพื้นที่  เพื่อจะได้สามารถประเมินความรุนแรง และเตรียมกำลังที่จะไปสนับสนุนได้อย่างเหมาะสม  โดยปกติฝ่ายปกครองจะเล่าข้อมูลไม่มาก   จึงต้องถามให้มากเพื่อให้ได้ความชัดเจน 

·     ในพื้นที่ที่มีโอกาสประสบเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง  โรงพยาบาลควรเตรียมทีมเฉพาะที่มีความเข้าใจและมีทักษะเฉพาะเข้าปฏิบัติการ  มากกว่าการจัดบุคลากรหมุนเวียน  โดยอย่างน้อยทีมงานควรประกอบด้วยบุคคล  4 คนคือ  พนักงานขับรถและเจ้าหน้าที่เปลซึ่งเป็นผู้ชาย  และเจ้าหน้าที่พยาบาลอีก  2 คน  หรือหากมีแพทย์เพิ่มไปอีก 1 คน  ก็เป็นสิ่งที่ดี

·     การแต่งกายให้แต่งชุดขาวที่สามารถแสดงตนได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล  เจ้าหน้าที่ผู้หญิงให้ใส่กางเกง และรองเท้าที่ไม่มีส้น  (เพื่อให้วิ่งได้คล่องตัว) 

·     เตรียมอาหาร น้ำดื่ม หรือขนมสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ลงไปปฏิบัติงานไว้ด้วยเสมอ  เพราะหากสถานการณ์ตึงเครียด หรือ ที่ตั้งหน่วยอยู่ห่างไกลชุมชน  อาจหาซื้อเสบียงในพื้นที่ไม่ได้

·     ให้ใช้รถพยาบาล Ambulance เข้าปฏิบัติการ ไม่ใช้รถกระบะโดยไม่จำเป็น เพราะรถพยาบาลแสดงตนได้ชัดเจนกว่ารถกระบะ หากโรงพยาบาลมีรถ Ambulance หลายคัน อาจเลือกคันเก่ายังใช้การได้ดี เนื่องจากหากเสียหายก็จะได้เป็นการสูญเสียทรัพย์สินที่น้อยที่สุด

·        เตรียมกล้องถ่ายรูปหรือกล้องดิจิตอลไปเสมอ  อาจได้ใช้ประโยชน์ในการเก็บภาพเหตุการณ์

·     ต้องมีระบบสื่อสารที่สามารถสื่อสารกับโรงพยาบาลได้  อาจเป็นระบบวิทยุหรือโทรศัพท์มือถือ  ควรมีการสำรองแบตตารีไว้  เพราะเหตุการณ์การยืดเยื้อ  และ  ไม่สะดวกในการหากระแสไฟฟ้าในพื้นที่ในการชาร์ตแบตตารี

·     ควรมีหมายเลขโทรศัพท์มือถือของตำรวจระดับผู้ใหญ่ในพื้นที่ หรือ  ฝ่ายปกครองเช่นนายอำเภอไว้  เพื่อการตรวจสอบสถานการณ์และการประสานงานได้สะดวกรวดเร็ว

การเตรียมความพร้อม ณ. จุดเกิดเหตุ

·     การเลือกสถานที่ในการจอดรถและตั้งหน่วยปฐมพยาบาลที่เหมาะสม  โดยควรอยู่ในส่วนที่ปลอดภัยที่สามารถให้บริการได้สะดวกสำหรับทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายม็อบ  ไม่อยู่ในจุดที่เสี่ยงต่อการปะทะ ไม่อยู่ขวางทางหนีหรือทางรุกของม็อบ   ไม่อยู่หลังแนวรับของตำรวจ  เพราะอาจโดนลูกหลงจากการปะทะได้  ควรเขียนแผนผังสถานที่ตั้ง  และการมองหาทางหนีทีไล่ล่วงหน้า  กรณีสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ  ให้นัดหมายจุดนัดพบกรณีมีเหตุการณ์ฉุกเฉินไว้ด้วย

·     ให้ทำหน้าที่ในบทบาทวิชาชีพด้านสุขภาพโดยให้บริการอย่างเต็มที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่แบ่งแยกแก่ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายม็อบ   ระหว่างให้บริการก็อาจสอบถามสถานการณ์ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ไม่เถียงไม่แสดงความเห็นแย้ง   และให้ใช้การสังเกตและประเมินสถานการณ์จากผู้มารับบริการเสมอ

·        ควรรายงานสถานการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาทราบเป็นระยะ  แม้ว่าสถานการณ์จะยังสงบและปลอดภัยดี

·     ควรมีการขอสับเปลี่ยนกำลังในกรณีที่เหตุการณ์ยืดเยื้อ  เพราะสถานการณ์อาจยืดเยื้อข้ามวัน  ความอ่อนล้าและความตึงเครียดในการปฏิบัติหน้าที่ควรได้รับการผ่อนคลายด้วยการสับเปลี่ยนกำลังจากทางโรงพยาบาล อาจเป็นผลัดละ 12 ชั่วโมง  หรือเมื่อไม่สามารถรับกับสภาวะเครียดที่เผชิญอยู่ได้

·     อาจขอกำลังสนับสนุนเพิ่มเติม  หากมีปริมาณงานมากจนรับมือไม่ไหว  อย่างไรก็ตาม  หากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง  ความปลอดภัยน้อย  อาจขอความร่วมมือจากหน่วยราชการอื่นในการนำผู้ป่วยผู้บาดเจ็บส่งมารับการปฐมพยาบาลที่โรงพยาบาล  แทนการส่งกำลังไปสนับสนุนเพิ่มเติมในพื้นที่

·     จากประสบการณ์ของโรงพยาบาลจะนะ  การออกปฏิบัติงานในขณะที่มีการชุมนุมนั้น  หากสถานการณ์ค่อนข้างสงบและเป็นมิตร  ยาพื้นฐานที่มักถูกขอคือ ยาแก้ปวดหัว Paracetamol   และ น้ำดื่ม บ่อยครั้งที่เราจัดเตรียมน้ำสะอาดสำหรับดื่มไม่เพียงพอ เพราะภาวะหิวกระหายน้ำมักเกิดขึ้นเสมอในม็อบ “จงเตรียมน้ำดื่มไปให้มาก รวมทั้งแก้วน้ำ dispose เพื่อทั้งเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ฝ่ายตำรวจ และ ฝูงชน”

·     ควรเตรียมป้ายผ้าพร้อมเชือกแขวน  เขียนข้อความว่า “หน่วยปฐมพยาบาล” ไปด้วยเสมอ เพราะบ่อยครั้งที่ฝ่ายปกครองจะขอให้เราตั้งจุดปฐมพยาบาลในเต็นท์ ซึ่งเราควรแสดงตนให้ชัดเจนว่า จุดนี้คือหน่วยปฐมพยาบาล เพื่อความสะดวกในการมารับบริการและ การแสดงตนให้ชัดเจนย่อมปลอดภัยกว่า

การประเมินสถานการณ์จากการสังเกตฝูงชน และ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ 

การสังเกตฝูงชนที่มาชุมนุม  จะพอประเมินสถานการณ์ในอนาคตได้  กล่าวคือ

·     การชุมนุมที่ดี  ผู้ชุมนุมต้องมีเครื่องเสียงเพื่อควบคุมฝูงชนที่มาประท้วง  หากม็อบไม่มีระบบเครื่องเสียงในการควบคุมฝูงชน  บอกได้เลยว่า  โอกาสที่จะเกิดความวุ่นวายจะสูงมาก

·     การชุมนุมที่ดีต้องมีผู้นำการชุมนุมที่ชัดเจน  ซึ่งมีบารมีสามารถสั่งให้ผู้ร่วมการชุมนุมทำตามได้  หรือเป็นตัวแทนในการเจรจาได้  หากการชุมนุมใดที่ไม่มีผู้นำการชุมนุมที่ชัดเจน  โอกาสเกิดความวุ่นวายจะสูงมาก

·     การชุมนุมที่ดีต้องมีประเด็นเรียกร้องที่ชัดเจน   เพื่อให้สามารถเจรจาต่อรองได้  หากไม่มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจน  หรือ มีข้อเรียกร้องที่แตกต่างกัน  เพราะขาดเอกภาพในกลุ่ม  หรือมีลักษณะข้อเรียกร้องแบบได้คืบเอาศอก  โอกาสที่จะเกิดความวุ่นวายก็จะสูง

·     หาก Mob นั้น เคยผ่านประสบการณ์การชุมนุม มีประวัติศาสตร์การคัดค้านที่ต่อเนื่อง   ผ่านกระบวนการประท้วงคัดค้านด้วยการยื่นหนังสือ การเข้าพบผู้มีอำนาจเพื่อบอกเล่าถึงความเดือดร้อน หรือมีองค์กรพัฒนาเอกชนหรือนักวิชาการช่วยเป็นที่ปรึกษานั้น โอกาสของการประท้วงอย่างสันติวิธีก็จะสูงขึ้น โอกาสเกิดความวุ่นวายย่อมน้อยลง   แต่หากเป็น mob เฉพาะกิจ เช่นกรณี ม็อบตากใบ โอกาสเกิดความรุนแรงจะสูงมาก

การสังเกตเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มาควบคุมเหตุการณ์  ก็พอจะประเมินสถานการณ์ในอนาคตได้  กล่าวคือ

·     ให้สังเกตความเคลื่อนไหวของฝ่ายตำรวจหรือทหารไว้เสมอ   เพราะหากมีการเคลื่อนไหวของกำลังมาก   เช่นการจัดแถว  การตระเตรียมอาวุธ อาจแปลว่าจะมีการสลายม็อบ  ซึ่งอาจไม่มีการแจ้งฝ่ายสาธารณสุขรับทราบก่อนก็เป็นไปได้  เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่วออกไป

·     ในกระบวนการควบคุมฝูงชน  หากจะควบคุมได้อย่างสงบและสันติ  ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐอันได้แก่ตำรวจและทหารนั้น  ต้องมีจำนวนที่มากกว่าฝูงชนประมาณ  2 เท่า จึงสามารถข่มให้อีกฝ่ายตั้งในความสงบได้ เพราะเห็นว่าสู้ไม่ได้แน่ ดังนั้นหากเจ้าหน้าที่ของรัฐมีน้อย และฝ่ายประท้วงมีการปลุกระดมมาก โอกาสเกิดความรุนแรงย่อมจะมากขึ้นด้วย

 

การรับสถานการณ์เมื่อมีการสลายม็อบ

·     ปกติการจะสลายม็อบ  จะกระทำเมื่อฝ่ายตำรวจทหารประเมินกำลังแล้วมีความพร้อมและได้เปรียบมากกว่ากลุ่มม็อบ  จึงจะสลายม็อบ  ดังนั้นโอกาสที่จะสลายสำเร็จและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้จึงสูงมาก    โอกาสที่ฝ่ายสาธารณสุขจะได้ถูกทำร้ายจึงมีไม่มาก  นอกจากลูกหลง

·        หากมีการสลายม็อบ  การยิงปืนขึ้นฟ้าเป็นเรื่องปกติ  ให้ระวังกระสุนที่อาจตกจากท้องฟ้า

·        ฝ่ายม็อบอาจตอบโต้ด้วย ก้อนหิน หนังสติ๊ก หรืออาวุธ  ควรหลบในที่ที่ปลอดภัย  ไม่ทำตนเป็นไทยมุง

·     รายงานสถานการณ์ให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทราบเป็นระยะ  เพื่อให้ทางโรงพยาบาลเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจมีผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บจำนวนมากนำส่งไปโรงพยาบาลได้อย่างเหมาะสม

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหากอยู่ในท่ามกลางฝูงชน

หากในระหว่างที่ปฏิบัติการ  มีสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป  จนตกอยู่ภายใต้วงล้อมของฝูงชน  หรือตกอยู่ในสถานการณ์การปะทะกัน  สิ่งที่ควรตระหนักได้แก่

·     ในอารมณ์โกรธแค้นของฝูงชนจากการที่มีการปะทะ  สิ่งของทางราชการย่อมเป็นเป้าหมาย ให้เคลื่อนย้ายรถหรือให้สละรถหรือหน่วยปฐมพยาบาลแล้วแต่กรณี   และย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่ประเมินว่าปลอดภัย 

·        ควบคุมสติอารมณ์  แก้ปัญหาด้วยไหวพริบเฉพาะตน  นัดหมายจุดที่จะไป  ตกลงเส้นทางเผื่อว่าหลงกัน

·        อย่าทำตัวเป็น Hero ห้ามปรามการทำลายข้าวของ ไม่มีประโยชน์และอาจได้รับอันตราย

·     เมื่ออยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว  ติดต่อผู้บังคับบัญชา   อาจเดินเท้าออกมาให้ไกลพอที่โรงพยาบาลจะสามารถเข้ามาในพื้นที่เพื่อส่งรถมารับกลับ  หรือตั้งหน่วยปฐมพยาบาลในแนวหลังที่ปลอดภัย

ข้อเสนอแนะโดยทั่วไป

·     หากโรงพยาบาลใด ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเดือดร้อนของประชาชน  และมีการรวมตัวคัดค้านเป็นกลุ่มอยู่เสมอแล้ว  โรงพยาบาลแห่งนั้น  ควรศึกษาสภาพปัญหา  ความเป็นมา  ประเด็นต่างๆที่มีการคัดค้านหรือประท้วง  รวมทั้งความเห็นทางวิชาการต่อกรณีนั้นๆ   และแนวคิดและท่าทีของฝ่ายรัฐไว้ล่วงหน้า  เพื่อจะได้สามารถเข้าใจสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า 

·     อย่างไรก็ตาม  จุดแข็งของโรงพยาบาลหรือสาธารณสุขนั้น  คือความเป็นผู้บำบัดความทุกข์ความป่วยไข้ของทุกคน  โดยไม่มีการเลือกฝักฝ่าย  ดูแลอย่างเต็มกำลังความสามารถ  เป็นมิตรกับทุกคนตามบทบาทหน้าที่แห่งวิชาชีพ  สิ่งนี้จะเป็นเกราะป้องกันตัวที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง