ระบบความปลอดภัยของโรงพยาบาลชุมชนในภาวะสงครามกลางเมืองจากรหัสเขียวถึงรหัสแดง

 

ภาวะสงครามกลางเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้รุนแรงขึ้นทุกวัน โรงพยาบาลชุมชนเป็นหน่วยราชการที่ใกล้ชิดกับชาวบ้านมากที่สุด แต่ก็อยู่ใกล้ความรุนแรงที่สุดด้วย ถึงแม้ว่าจะมีกำลังตำรวจทหารมาสอดส่องดูแลเป็นระยะ ๆ ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยของโรงพยาบาล ผู้นำโรงพยาบาลจำเป็นต้องหาทางช่วยเหลือตนเอง เจ้าหน้าที่ และ ผู้ป่วยให้รอดพ้นจากอันตรายให้ได้มากที่สุด

 

โรงพยาบาลในสายตาของชาวบ้าน คือ ที่พึ่งพิงยามเจ็บป่วย แต่ในสภาวะสงครามโรงพยาบาลเป็นแหล่งสำคัญทางยุทธปัจจัยบางประการ เช่น เงิน ยานพาหนะ อาหาร พลังงาน และหยูกยา เป็นต้น ในการรบแบบกองโจรช่วงสั้น ๆ การเข้ายึดยุทธปัจจัยเหล่านี้อาจจะไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก แต่เมื่อสงครามยืดเยื้อ และ สภาพบ้านแตกสาแหรกขาด บ้านเมืองไร้ขื่อแป อาจจะมีการปล้นสดมภ์สิ่งของเหล่านี้เพื่อใช้การสงคราม ก่อการร้าย หรือ ขายต่อ เนื่องจากการตกเป็นเป้าในภาวะเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ ระบบการรักษาความปลอดภัยจึงต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน

 

การรักษาความปลอดภัยเริ่มต้นที่น่าจะดีที่สุด คือ การที่แต่ละโรงพยาบาลจำเป็นต้องประเมินระดับความเสี่ยงของตนเองเป็นระยะ ๆ โดยอาศัยข้อมูลจากชาวบ้าน ผู้ป่วย หรือ ตำรวจทหาร เมื่อสถานการณ์ยังไม่รุนแรง ระบบความปลอดภัยควรเสริมไว้ก่อน ควรมีรายการตรวจสอบ (Checklist) เช่น รั้วรอบขอบชิด, แสงสว่าง, ยาม, ระบบการสื่อสารภายในและภายนอกที่เป็นทางเลือกต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานและบุคคลที่ต้องขอความช่วยเหลือ, การสำรองเงินสด อาหาร น้ำ ยา ยานพาหนะ และ พลังงานสำรองทั้งด้านแสงสว่าง การหุงต้มและและอุปกรณ์หยูกยาที่ใช้ระหว่างการเดินทาง ทั้งด้านศัลยกรรมและด้านอายุรกรรมรวมถึงจิตเวช การติดต่อกับหน่วยทหารเป็นระยะ ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น ควรมีสัญญาณแจ้งระดับอันตรายภายในโรงพยาบาล ตั้งแต่รหัสเขียว ทำงานได้ตามปรกติ รหัสเหลือง ต้องระแวดระวัง อาจจะรับเฉพาะ emergency case รหัสส้มเตรียมพร้อมเคลื่อนย้าย พบกัน ณ จุดนัดพบ และรหัสแดง เริ่มเคลื่อนย้าย

 

เมื่อระดับความเสี่ยงสูงถึงจุดหนึ่ง ควรมีการทำให้บุคคลหลบเลี่ยงจากพื้นที่เสี่ยง ควรมีการจำกัดจำนวนและระดับคนทำงานในพื้นที่ เช่น ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานรวมทั้งลูกเด็กเล็กแดง สตรี คนชรา ควรออกนอกพื้นที่ก่อน เหลือเฉพาะกลุ่มคนที่ทำงาน จากนั้นเมื่อระดับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นไปอีก จำนวนคนทำงานก็ยิ่งต้องลดลง จนถึงระดับที่ถอนตัวทั้งหมด โรงพยาบาลและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดควรมีการวางแผนล่วงหน้าว่าความเสี่ยงระดับใดควรเหลือคนทำงานไว้เท่าไร บุคลากรที่ย้ายออกจากที่ทำงานเดิมควรจะไปทำงานที่ใดจึงจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมได้สูงสุด และการเคลื่อนย้ายควรจะทำอย่างมีขั้นตอนอย่างไร กระบวนการเคลื่อนย้ายฉุกเฉินต้องติดต่อกับหน่วยทหารขอความช่วยเหลือคุ้มกัน (Convoy) ตลอดเส้นทางจนกว่าจะถึงเขตปลอดภัย คนในพื้นที่เสี่ยงสูงควรมีคู่มือการเดินทางไปกับ convoy เช่น จะต้องไม่แตกแถวเพื่อหลีกเลี่ยงกับระเบิด การผ่านจุดตรวจต่าง ๆ ของแต่ละฝ่าย ต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในสภาพที่สถานการณ์ยังไม่รุนแรงนัก การถอนตัวเร็วเกินไปอาจจะเกิดผลเสีย คือ ประชาชนขาดศรัทธาและเลิกปกป้องระบบสาธารณสุข ดังนั้นการประเมินสถานการณ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

 

การรักษาชีวิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในภาวะที่มีการคุกคามถึงชีวิต เช่นอยู่ในวิถีกระสุนและระเบิด ควรหมอบ เมื่อถูกขู่ด้วยปืน ต้องก้มหน้า ไม่สบตาผู้ข่มขู่หรือแสดงอาการขัดขืนเป็นอันขาด แต่สงครามไม่ได้คุกคามชีวิตอย่างเดียว ผู้รอดชีวิตจำนวนมากยังได้รับบาดเจ็บทางจิตใจระยะยาว ระบบสาธารณสุขต้องเตรียมพร้อมในการช่วยเหลือกันเองและประชาชนในสถานการณ์เช่นนี้