บทเรียนจาก 4 โรงพยาบาลชุมชนในสถานการณ์ไฟใต้
เรียบเรียงโดย
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา
24 กุมภาพันธ์ 2548
บทนำ
นับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนที่จังหวัดนราธิวาสในวันที่ 4 มกราคม 2547 เป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของของความไม่สงบใน
3 จังหวัดชายแดนใต้อย่างเป็นทางการ จนถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในวันที่
28 เมษายน 2547 ที่มีการรวมตัวของกลุ่มผู้ก่อเหตุบุกทำลายสถานที่ราชการ 10 จุด นำมาสู่การตอบโต้อย่างรุนแรงจากภาครัฐไม่ว่าที่มัสยิดกรือเซะหรือที่อำเภอสะบ้าย้อย
และนำมาสู่การเสียชีวิตของผู้ก่อการถึง
106 ศพ เหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นเรื่อยมาโดยมีการทำร้ายทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนรายวัน จนถึงเหตุการณ์การชุมนุมหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบในวันที่
25 ตุลาคม 2547
ซึ่งมีการสลายการชุมนุม และเกิดกรณีการเสียชีวิตจากการควบคุมตัวขณะขนย้ายผู้ชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมถึง 85 คน
ถึงทุกวันนี้เหตุการณ์ความไม่สงบได้ทวีความรุนแรงขึ้น
รวมทั้งขยายตัวมาสู่ 5 อำเภอชายแดนของจังหวัดสงขลา
และสร้างความหวั่นวิตกให้กับทุกคนในพื้นที่ สำหรับโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่นั้น ต่างก็มีการปรับตัวและวางมาตรการในการดูแลขวัญกำลังของเจ้าหน้าที่และจัดระบบการทำงานเพื่อความปลอดภัยในหลากหลายรูปแบบ
ตามเงื่อนไขและบริบทของพื้นที่และโรงพยาบาลนั้นๆ
สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้
(วพส.) และ สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ ( สวรส.ภาคใต้ ) ภายใต้การสนับสนุนของ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดให้มีการสัมมนาเพื่อแสวงหาบทเรียนและรูปแบบการเตรียมความพร้อมในด้านความปลอดภัยในโรงพยาบาลชุมชนจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งได้จัดสัมมนาขึ้นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานีในวันที่ 26 ธันวาคม 2547 โดยมีการนำเสนอบทเรียนจากโรงพยาบาลชุมชนใน
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน
4 โรงพยาบาลชุมชนคือ
โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา โรงพยาบาลกะพ้อ จังหวัดปัตตานี โรงพยาบาลตากใบและโรงพยาบาลรือเสาะ
จังหวัดนราธิวาส
ซึ่งมีบทเรียนที่แตกต่างกันตามบริบทและสถานการณ์ในพื้นที่ที่น่าสนใจยิ่ง และเป็นบทเรียนที่มีค่า
ดังจะได้นำเสนอเป็นรายโรงพยาบาลดังต่อไปนี้
โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง ตั้งอยู่ใจกลางของจังหวัดยะลา ห่างจากตัวเมืองยะลา 30 กิโลเมตร ถือเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีระดับของการพัฒนาสูงที่สุดในจังหวัดยะลา
มีการจัดบริการด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมมุสลิมได้อย่างลงตัว ดูแลประชากรจำนวน 16 ตำบล 82 หมู่บ้าน รวมประชากรประมาณ 82,000 คน
เกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม
ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางสวนผลไม้ มีสถานีอนามัยในพื้นที่จำนวน 16 แห่ง ณ.เดือนกุมภาพันธ์ 2548 โรงพยาบาลรามันมีบุคลากรทั้งสิ้น
212 คน เป็นแพทย์ 6 คน
ทันตแพทย์ 2 คน เภสัชกร 4 คน และพยาบาล 71 คน
จากสถานการณ์ความไม่สงบใน 3
จังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอรามันเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
และถี่ขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมีความเครียดมาก
จากเหตุการณ์ภายนอกที่รายรอบโรงพยาบาล
ดังนั้นสิ่งแรกและสิ่งสำคัญที่ต้องทำในสถานการณ์ความไม่สงบที่มีการลอบทำร้ายลอบยิงหรือวางระเบิดรายวันก็คือ
การดูแลขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ซึ่งมีความสำคัญมาก
เป็นประเด็นชี้ขาดของคุณภาพงานในองค์กรในสถานการณ์วิกฤต โดยทางโรงพยาบาลรามันได้ค่อยๆเก็บตกประเด็นด้านความปลอดภัยและขวัญกำลังใจมาตลอด
อีกทั้งความเครียดจากงานภายในโรงพยาบาลก็มีมากขึ้น
เนื่องจากภาระงานของโรงพยาบาลในทุกจุดบริการเพิ่มมากขึ้น จากที่สถานีอนามัยต้องปิดบ่อยครั้ง อีกทั้งผู้ป่วยก็ไม่กล้าที่จะไปใช้บริการที่คลินิกในช่วงเย็นหรือค่ำ ทำให้มีคนไข้มารับบริการที่โรงพยาบาลในตอนกลางวันมากขึ้น
สำหรับเรื่องเจ้าหน้าที่ขอย้าย
มีอยู่ทุกที่ ที่อำเภอรามันนั้นก็มีมาก เนื่องจาก ภาระงานที่เพิ่มขึ้นมากทำให้ย้ายออกมากขึ้น
สถานการณ์การเงินของโรงพยาบาล ย่ำแย่มากขึ้น
ที่ผ่านมาเงินถูกใช้ไปในการพัฒนาคุณภาพมาก และหยุดการพัฒนาไม่ได้
เนื่องจากถ้าหยุดจะทำให้เจ้าหน้าที่ล้าและเรียกพลังกลับคืนมาได้ยากมาก
โจทย์ที่สำคัญก็คือ
จะรักษาระบบคุณภาพให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างไรในท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่บั่นทอนจิตใจในการทำงานลงไปทุกวัน
จากเหตุการณ์ต่างๆรายวันและการแก้ปัญหาแบบที่เป็นอยู่นั้น สถานการณ์จะไม่มีวันสิ้นสุด ความไม่สงบจะเกิดไปเรื่อย ๆ
และทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นในโรงพยาบาลจึงมีมาตรการรองรับเหตุการณ์ความไม่สงบ
เสริมความปลอดภัยในโรงพยาบาลให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ กล่าวคือ
1.
มีการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลโดยเจ้าหน้าที่ทุกคน
โดยทางโรงพยาบาลได้ติดตามข่าวสารข้อมูลอย่างใกล้ชิด และผู้ใดพบกับเหตุการณ์สำคัญ ต้องนำมาทบทวนระบบ พิจารณาจุดแข็ง จุดอ่อน
และนำไปสู่การวางระบบที่สมบูรณ์กว่าเดิม
ใช้ข้อมูลจากบันทึกเหตุการณ์ของเวรตรวจการนอกเวลาราชการเพื่อทราบสถานการณ์
นอกเหนือจากรายงานตรวจการพยาบาล
รวมทั้งจัดให้มีบันทึกรายงานการตรวจรอบ ๆ ของโรงพยาบาล
และมีระบบการรายงานเหตุการณ์ที่สำคัญแก่ผู้เกี่ยวข้อง
มีการเรียนรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในและรอบ ๆโรงพยาบาล อีกทั้งยังมีระบบข้อเสนอแนะของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล
ในทุก ๆส่วน เพื่อช่วยเติมเต็มมาตรการต่างๆ และนอกจากนั้นก็มีข้อเสนอแนะจากผู้นำท้องถิ่น
ผู้นำทางศาสนา ซึ่งสำคัญมากและเป็นประโยชน์มาก
2.
การปรับปรุงด้านกายภาพเพื่อความปลอดภัย
อันได้แก่
·
การปรับพื้นที่ให้รั้วรอบโรงพยาบาลนั้นโล่ง สามารถมองเห็นง่าย สะดวกต่อการดูแล
·
การจัดระบบทางเข้าออกจากเข้าออกสองทางให้เหลือเพียงประตูเดียว
·
กำหนดเขตพื้นที่เฉพาะที่ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต
เช่น เขตบ้านพัก
อาคารบริหารของโรงพยาบาล
·
มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดสำคัญของโรงพยาบาล ซึ่งมีประโยชน์มาก ในเบื้องต้นพบว่า
ปัญหารถมอเตอร์ไซด์หายไม่พบอีกเลยหลังติดกล้องวงจรปิด
·
มีการติดตั้งแสงสว่างให้เพียงพอในทุกจุดของโรงพยาบาล
แม้ในพื้นที่รอบนอกอาคาร เรียกได้ว่า สว่างไสวทั่วทั้งโรงพยาบาล
·
ปรับปรุงระบบโทรศัพท์ให้มีประสิทธิภาพ
เดิมโรงพยาบาลใช้ระบบโทรศัพท์ผ่านตู้สาขา ซึ่งไม่คล่องตัวในสถานการณ์แบบนี้ เนื่องจากเสียเวลาในการต่อหมายเลขภายในและเสียบ่อย
จึงมีการเพิ่มหมายเลขโทรศัพท์สายนอกเพิ่มเติมให้สามารถต่อตรงโดยไม่เข้าระบบตู้สาขาด้วย
·
เพิ่มระบบตู้สาขาโทรศัพท์อีก
24 จุด
เพื่อติดตั้งสำหรับติดต่อโดยตรงกับบ้านพักเจ้าหน้าที่ แฟลตพยาบาล ทุกห้อง ทุกหลัง
·
ได้ติดตั้งวิทยุสื่อสารประจำรถยนต์ทุกคัน
ปรับปรุงระบบแม่ข่ายและเสาอากาศวิทยุสื่อสาร ยอมลงทุน จัดซื้อวิทยุสื่อสารภายในเพิ่มแก่หน่วยงานสำคัญ
เช่น ยาม ศูนย์เปล พนักงานขับรถ
ห้องฉุกเฉิน
ตึกผู้ป่วยใน
·
จัดให้มีแม้กระทั่งขวาน
ชะแลง ในรถฉุกเฉิน Ambulance ของโรงพยาบาล
3.
ด้านการเตรียมบุคลากรและการปรับระบบงานของโรงพยาบาล
เช่น
·
มีการฝึกอบรมการป้องกันตัว
การใช้อาวุธปืน ให้กับยามทุกคน
·
จัดให้มีบริการรถรับ-ส่ง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล
ระหว่างตัวเมืองยะลาและรามัน และทุกกรณีที่มีการทำงานให้กับทางราชการ
ซึ่งช่วยลดความหวั่นวิตกขณะเดินทางได้มาก
·
คนขึ้นเวรบ่ายไม่อนุญาตให้กลับบ้านหลังลงเวร ต้องให้พักที่โรงพยาบาล
ไม่ให้กลับเองโดยพลการ ยามจะไม่อนุญาตให้ออกนอกโรงพยาบาล หากมีกิจธุระจำเป็น
จะให้รถโรงพยาบาล ไปส่งถึงบ้าน
·
จัดให้มียามดูแลความปลอดภัยตลอด
24 ชม. โดยเพิ่มกำลังคนของเวรยาม จาก 3 คนเป็น 7คน หมุนเวียนปฏิบัติงานเวรละ 2 คน
·
กำหนดจุดอันตรายในโรงพยาบาล
4 จุด
เพื่อให้มีการเฝ้าระวังดูแล และตรวจการณ์อย่างรอบคอบ
·
การจัดระบบรับบัตร
เข้า ออก โรงพยาบาลสำหรับรถทุกคันที่ผ่านเข้ามาในโรงพยาบาล
·
มีการสรุปเหตุการณ์ประจำวันต่อผู้บังคับ
มีระบบเวรตรวจการนอกเวลาราชการ
·
เพิ่มเจ้าหน้าที่เวรเปลในเวรบ่าย
เพื่อให้มีอัตรากำลังผู้ชาย ณ จุดบริเวณให้บริการของห้องเวชระเบียน
และห้องฉุกเฉิน
เพราะในอดีตมักมีแต่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงในจุดนี้
·
เลื่อนเวลาทำงานของโรงพยาบาลจาก 8.00
-16.00 น. เป็น 8.30-16.00 น.
เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเดินทางมาแต่เช้า ซึ่งหวั่นไหวต่อความปลอดภัยมากกว่าในช่วงสาย
·
ประสานตำรวจ
ทหารในพื้นที่ เพื่อดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย และเส้นทางการคมนาคมในจุดเสี่ยงหากมีความจำเป็น
·
มีการเตรียมสำรองอาหารในโรงครัวให้เพียงพอแก่ผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่สำหรับ
2-3 วัน
4.
การสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่โรงพยาบาลในระยะยาว
โดยพยายามไม่ไปสร้างให้เกิดเงื่อนไขหรือความไม่พอใจของชุมชนต่องานบริการของโรงพยาบาล
เมื่อชุมชนศรัทธาและเห็นว่าโรงพยาบาลรามันเป็นหน่วยงานที่พวกเขาต้องช่วยกันปกป้อง
และช่วยดูแลเจ้าหน้าที่ทุกคนแล้ว
เมื่อนั้นความอุ่นใจในการทำงานจะตามมาในที่สุด ดังนั้นโรงพยาบาลรามันจึงจัดให้มี
·
การสร้างความตระหนักแก่เจ้าหน้าที่ทุกคนให้มีจิตบริการ
( service mind ) ที่เต็มใจให้บริการดุจญาติมิตร
ทุกจุดบริการต้องให้บริการอย่างมีคุณภาพมาตรฐานด้วยรอยยิ้ม ทุกคนต้องช่วยกันสร้างศรัทธาให้กับชุมชน
·
การจัดบริการของโรงพยาบาลให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของชุมชนมุสลิม
ซึ่งทางโรงพยาบาลรามันได้ให้ความสำคัญในการปรับระบบบริการในลักษณะนี้มาก่อนที่จะมีสถานการณ์แล้ว
·
จัด
exit nurse หรือพยาบาลประชาสัมพันธ์
ดูแลผู้รับบริการในโรงพยาบาล ให้ทั่วถึง คอยดูแลปัญหาของผู้รับบริการ
โดยยึดหลักการที่ว่า ปัญหาทุกปัญหาต้องทิ้งไว้ในโรงพยาบาล
อย่าให้เอากลับไปที่บ้าน
เพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงกับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล
ต้องสร้างและบริการให้เกิดความประทับใจ ให้กับผู้รับบริการทั้ง 82,000 คน
โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา นับเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีการจัดระบบการเตรียมความพร้อมในการป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด แต่นั่นหมายความว่า
ต้นทุนของการวางระบบและเตรียมความพร้อมนั้นก็มีต้นทุนที่สูงมาก
ไม่เฉพาะงบลงทุนในครั้งแรกเท่านั้น
แต่รวมถึงงบประมาณในการบำรุงรักษาระบบในระยะยาวด้วย
ไม่ว่าการเพิ่มจำนวนบุคลากรที่เป็นยาม เวรเปลหรือ exit nurse ค่าไฟฟ้าที่สว่างไสว
ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการส่งเจ้าหน้าที่ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบสื่อสาร
กล้องวงจรปิด รั้ว
หรือการปรับปรุงภูมิสถาปัตย์เป็นต้น
ซึ่งล้วนแต่ใช้งบประมาณของโรงพยาบาลเองเป็นส่วนมาก
ดังนั้นควรที่ทางกระรวงสาธารณสุขจะได้ลงมาศึกษาเพื่อสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมแก่โรงพยาบาลต่างๆใน
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มขึ้น
เพราะงบดำเนินการของโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ควรเป็นภาระของโรงพยาบาลนั้นๆแต่เพียงฝ่ายเดียว
อีกทั้งโรงพยาบาลขนาดเล็กอีกหลายแห่งที่ขาดแคลนเงินบำรุง
หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลางอย่างเป็นระบบแล้ว
ก็ยากที่จะสามารถจัดระบบความพร้อมในการป้องกันความเสี่ยงต่อสถานการณ์ความไม่สงบในลักษณะเดียวกับโรงพยาบาลรามันได้
โรงพยาบาลกะพ้อ จังหวัดปัตตานี เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 10 เตียง ตั้งอยู่ตอนล่างของจังหวัดปัตตานีติดกับจังหวัดยะลาและนราธิวาส ดูแลประชากร 3 ตำบล
27 หมู่บ้าน
ประชากรจำนวน 15,000 คน
เกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม
เป็นอำเภอขนาดเล็กที่ผู้คนมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาอำเภอสายบุรีที่อยู่ห่างออกไปเพียง
15 กิโลเมตร
ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยาง
มีสถานีอนามัยในพื้นที่จำนวน 6 แห่ง ณ.เดือนกุมภาพันธ์ 2548 โรงพยาบาลกะพ้อมีบุคลากรทั้งสิ้น
60 คน เป็นแพทย์ 2 คน ทันตแพทย์ 1 คน เภสัชกร 2 คน และพยาบาล 28 คน
แต่จากบทเรียนในครั้งนั้น ทั้งฝ่ายโรงพยาบาลและตำรวจต่างก็ประมาทมากที่เข้าไปเขี่ยๆดู
เพราะหากเป็นระเบิดจริงแล้วอาจระเบิดตูมขึ้นมาก็ได้ ซึ่งจะเกิดความสูญเสียอย่างมาก ดังนั้นเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ควรยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อน ให้ผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการเก็บกู้
3.
กรณีการข่มขู่ทางโทรศัพท์ โดยในคืนวันศุกร์วันหนึ่ง ได้มีโทรศัพท์ขู่มาว่าคืนนี้
หมอกับพยาบาลตายแน่
ทางโรงพยาบาลจึงได้ติดต่อกับทหารตำรวจเจ้าหน้าที่เพื่อขอกำลังคุ้มกัน
และเรียกระดมเจ้าหน้าที่ทุกคนในบ้านพักมานอนรวมกันที่บนตึก มีทหารตำรวจคุ้มกันเป็นจุด ๆ
แต่ก็ไม่เกิดเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
ต่อมาคืนวันเสาร์ ก็มีการโทรขู่อีกว่าจะทำจริง หมอกับยามตายแน่
ต่อมาการขู่ครั้งที่สามนั้นตำรวจเป็นคนรับสายเอง แต่ไม่มีใครพูด
และมีข่าวปล่อยลือออกมาว่า กลุ่มโจรจะมีการบุกยึดโรงพักด้วย
เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคนจึงถูกระดมมานอนรวมกันบนโรงพยาบาล พยายามเลือกหาห้องที่ปลอดภัยมีหน้าต่างน้อยที่สุดเพื่อให้ปลอดภัยจากระสุนมากที่สุด แต่ก็แทบไม่มีห้องเช่นว่านั้น ได้มีการติดต่อตำรวจ ทหาร ให้มาช่วยดูแล
เขาเองก็ส่งกำลังมาได้ไม่กี่คน
เพราะกำลังที่จะดูแลโรงพักและอำเภอก็ยังไม่พอ ต้องเกลี่ยกำลังคนกัน และตำรวจเองก็กลัวว่าจะเป็นการขู่ลวงที่โรงพยาบาลเพื่อให้กำลังที่โรงพักมีน้อยจะได้โจมตีโรงพักได้ง่ายขึ้น
ในวันนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ก็ทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ในวันนั้น
แพทย์พยาบาลก็ยังได้บอกกล่าวสถานการณ์ให้ผู้ป่วยและญาติทราบ คนไข้คนใดที่พอไหวก็ให้กลับบ้านได้
ที่หนักยังควรต้องนอนโรงพยาบาลก็ส่งต่อไปนอนโรงพยาบาลสายบุรี เพื่อความปลอดภัย
ต่อมาทางโรงพยาบาลได้ติดต่อกับองค์การโทรศัพท์
เรื่องขอหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถแสดงหมายเลขโทรเข้าได้ (โชว์เบอร์) เพื่อให้ทราบหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรเข้ามามาข่มขู่ แต่องค์การโทรศัพท์จัดหาให้ไม่ได้
จึงได้นำหมายเลขโทรศัพท์ของโรงพยาบาลมาต่อกับโทรศัพท์มือถือทำให้โชว์เบอร์ได้ จากนั้นก็มีโทรศัพท์ขู่เข้ามาอีก
เป็นหมายเลขตู้สาธารณะของโรงพยาบาลบ้าง
มือถือบ้างก็แจ้งทางตำรวจให้ไปจัดการได้ตรงเป้ามากขึ้น
หลังจากนั้นก็มีการคุยทบทวนกับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลว่า ที่ผ่านมามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นที่ โรงพยาบาลบ้าง หรือมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้คนในพื้นที่ไม่พอใจหรือไม่ ซึ่งทุกคนก็ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร
ความสัมพันธ์กับชุมชนยังดีมาก
เมื่อได้มีการพูดคุยกันไป ก็พบว่ามีเหตุการณ์หนึ่งแปลกๆกล่าวคือ
มีคนไข้วัยรุ่นคนหนึ่งกินยาเข้าไปเป็นจำนวนมาก เพื่อนๆซึ่งเป็นวัยรุ่นอีก 4-5 คน
ตามมาส่งผู้ป่วย ระหว่างให้การดูแลที่ห้องฉุกเฉิน
หมอก็ได้บอกให้เพื่อนนั้นออกไปรอข้างนอก ซึ่งเขาก็ทำตาม แต่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเหมือนเดินสำรวจโรงพยาบาล
ไปที่ยามบ้าง ดูบอร์ดบุคลากรบ้าง เป็นต้น
4.
การข่มขู่เจ้าหน้าที่ ได้มีการเขียนชื่อยามเพื่อเป็นการข่มขู่ที่หน้าตู้ไปรษณีย์
ว่าตายแน่ ยามคนนั้นจึงได้ตัดสินใจลาออก
เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ต้องหาคนมาเป็นยามแทนซึ่งหายากมาก ครั้นจะไปขอกำลังจาก อส. หรือตำรวจทหาร ซึ่งทางเขาก็หนักมากกันอยู่แล้ว
ไม่สามารถช่วยเหลือได้
จึงได้ระงับการลาออกของยาม และได้ให้เขาไปพักผ่อนก่อน 1-2 สัปดาห์ และให้มาประจำยามบนตึกแทนป้อมยาม หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบไป
อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหวของโจรก่อการร้ายสูงมาก
กลุ่มโจรได้บุกยึดโรงพักและที่ว่าการอำเภอมาแล้วในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพื่อประกาศศักดาว่า
สามารถยึดศูนย์กลางอำนาจรัฐในอำเภอได้
แต่อย่างไรก็ตาม
โรงพยาบาลกะพ้อมีจุดแข็งที่สำคัญยิ่งอย่างน้อย 3 ประการที่ทำให้สถานการณ์ความไม่สงบนั้นมีผลกระทบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่มากเท่ากับความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กล่าวคือ
1
ที่ผ่านมาโรงพยาบาลมีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับชุมชน แม้เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก แต่ก็ได้รับความศรัทธาจากชุมชน ทำให้ไม่มีเงื่อนไขสำหรับฝ่ายตรงข้ามในการโจมตีการทำงานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและโรงพยาบาล
2
เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลกะพ้อส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ทำให้แม้จะมีความหวั่นไหว แต่ก็มีการขอย้ายออกก็ไม่มากนัก และอยู่ในวิสัยที่พูดคุยขอร้องให้ร่วมแรงทำงานกันต่อไปได้
3
ผู้นำองค์กรทั้งในระดับโรงพยาบาลคือตัวผู้อำนวยการโรงพยาบาล และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด
มีความเข้าใจในบทบาทในฐานะผู้นำในสภาวะวิกฤต ที่ต้องนิ่ง ไม่คิดสละเรือเอาตัวรอด มีความเสียสละ ปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจ
ทำให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของทุกคนในองค์กรให้สามารถประคับประคองกันเองในช่วงสถานการณ์วิกฤตไปได้
โดย นพ.สมชาย ศรีสมบัณฑิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตากใบ
โรงพยาบาลตากใบ จังหวัดนราธิวาส เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง ตั้งอยู่ตอนล่างสุดของจังหวัดนราธิวาส ติดชายแดนมาเลเซีย ดูแลประชากรจำนวน 8 ตำบล รวม 63,200 คน เกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม เป็นอำเภอชายแดนขนาดกลางที่ผู้คนมีส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางและค้าขาย มีสถานีอนามัยในพื้นที่จำนวน 11 แห่ง ณ.เดือนกุมภาพันธ์ 2548 โรงพยาบาลตากใบมีบุคลากรทั้งสิ้น
107 คน เป็นแพทย์ 4 คน ทันตแพทย์ 1 คน เภสัชกร 3 คน และพยาบาล 36 คน
นพ.สมชาย ศรีสมบัณฑิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตากใบ
ได้นำเสนอบทเรียนที่เป็นประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดังนี้
จากเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านที่ถูกจับในข้อหานำปืนไปให้กับผู้ก่อการร้าย
จนนำมาสู่การสลายการชุมนุมในวันเดียวนั้น นับเป็นเหตุการณ์ที่หนักที่สุดสำหรับอำเภอตากใบ
นับตั้งแต่มีเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้มาตั้งแต่วันที่
4 มกราคม 2547
ที่มีการปล้นปืนในค่ายทหารที่จังหวัดนราธิวาส
ในวันนั้น ได้เริ่มมีการชุมนุมในช่วงเช้า
แต่ที่โรงพยาบาลไม่มีใครทราบสถานการณ์ จนเวลาประมาณ 11 นาฬิกา แพทย์เวรได้รับแจ้งมาว่าเหตุการณ์ไม่ค่อยดี
ในขณะผู้อำนวยการไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล จึงตัดสินใจว่า ถ้ามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นให้ปิดโรงพยาบาล
และได้โทรศัพท์ติดต่อ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพื่อรับทราบและขออนุญาต
เมื่อทราบว่าเหตุการณ์ไม่ค่อยดี
โรงพยาบาลตากใบจึงได้ประสานไปที่โรงพยาบาลต่างๆในจังหวัดนราธิวาสเพื่อขอความช่วยเหลือและเตรียมรถพยาบาลในการรับผู้บาดเจ็บ
ซึ่งได้รับความร่วมมือดีมากทั้งจากโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลทั่วไป ประมาณ 15.00 น.
ปลัดอำเภอได้ประสานมาที่โรงพยาบาลว่ากำลังสลายฝูงชน ขอให้โรงพยาบาลเตรียมพร้อม มีคนไข้ได้รับบาดเจ็บสาหัสคือ ตำรวจถูกยิงที่ทรวงอก ได้ใส่ ICD เพื่อระบายเลือดออกจากช่องปอด แล้วส่งต่อโรงพยาบาลนราธิวาสได้อย่างปลอดภัย
ผู้บาดเจ็บอื่นๆก็ทยอยเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตากใบ
สถานการณ์พอเอาอยู่ มีคนไข้ 21 ราย รับไว้นอนโรงพยาบาล 3
ราย
แม้ยอดผู้ป่วยไม่มาก
แต่ความวุ่นวายจากญาติและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีมากทีเดียว
บทเรียนที่สำคัญในเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้แก่
1.
ในวันนั้นร้านค้าในตลาดทุกร้านปิดหมด
ปัญหาคือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทั้งที่ขึ้นเวรและอยู่ในเขตบ้านพักรวมทั้งเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลอื่นที่มารอรับ
Refer ไม่มีอาหารเย็นรับประทาน ต้องทานขนมเท่าที่มีในโรงพยาบาลแทนข้าวเย็น วันนั้นจึงเป็นบทเรียนที่สำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลต้องมีการกักตุนอาหารแห้งไว้ในยามฉุกเฉินเสมอ
2.
ขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่นั้นสำคัญมาก ในวันนั้นทุกคนเสียขวัญมาก
ไม่มีใครคิดว่าในอำเภอตากใบจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ในวันนั้นผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้ไปพาครอบครัวไปพักผ่อนในอำเภอหาดใหญ่
เมื่อทราบข่าวและประเมินว่าสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ จึงตัดสินใจรีบกลับมาที่โรงพยาบาล แม้ในวันนั้น
ตำรวจที่สนิมสนมจะแจ้งมาว่าอาจไม่ปลอดภัย
ระหว่างทางเสี่ยงต่อการถูกปิดกั้นทางหรืออาจมีการโรยเรือใบไว้ที่ถนนก็ได้ แต่ด้วยความเข้าใจในสถานการณ์และภาวะผู้นำของผู้อำนวยการโรงพยาบาล
จึงตัดสินใจว่าอย่างไรก็ต้องกลับโรงพยาบาลให้ได้
จึงประสานทางตำรวจเพื่อทราบสถานการณ์เป็นระยะ เพื่อเลือกเส้นทางที่น่าจะปลอดภัยที่สุด
ในวันนั้นหากผู้อำนวยการโรงพยาบาลตากใบไม่กลับโรงพยาบาลแล้ว
หลายปัญหาก็ยากที่จะคลี่คลายไปได้ด้วยดีได้
นพ.สมชายกล่าวว่า ถ้าไม่เข้าไป คงจะแย่ เพราะว่าเสียขวัญกันหมด
3.
การสนับสนุนความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลข้างเคียง ไม่ว่ารถส่งต่อ
การประสานเพื่อเตรียมรับผู้ป่วยฉุกเฉิน กำลังใจที่ได้รับจากทางโทรศัพท์ที่มาถามข่าวคราวนั้นก็ช่วยให้ความรู้สึกในการทำงานในยามวิกฤตดีขึ้นอย่างมาก ส่วนใหญ่มาจากโรงพยาบาลข้างเคียงและเพื่อนแพทย์ในชมรมแพทย์ชนบท
4.
ในช่วงกลางคืน มีผู้สื่อข่าว มาเต็มโรงพยาบาล แต่ละคนจะขอข้อมูลมากมาย วุ่นวายมาก
ทางโรงพยาบาลตากใบจึงแก้ปัญหาโดยประสานกับทาง
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด
และแจ้งกับนักข่าวว่า
โรงพยาบาลไม่มีสิทธิให้ข่าว
ให้โทรศัพท์หรือติดต่อสัมภาษณ์จาก นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเท่านั้น ซึ่งก็สามารถลดความกดดันในการให้ข่าวและความวุ่นวายอันเนื่องมาจากผู้สื่อข่าวได้มาก
5.
หลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม ได้มีข่าวลือว่ามีคนตายมากจากการสลายการชุมนุม
เพื่อต้องการทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างไทยพุทธกับไทยมุสลิมให้มากขึ้น แม้กระทั่งในโรงพยาบาล
มีการปล่อยข่าวลือเยอะมาก ต้องพยายามเช็คข่าวลือ เพื่อให้ทราบความจริง มิเช่นนั้นโรงพยาบาลก็จะเป็นแหล่งแพร่ข่าวลือที่เป็นเท็จไปด้วย
6.
กรรมการสิทธิมนุษยชนได้ลงมาเยี่ยมผู้ป่วยที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตากใบ โดยไม่มีการประสานมาล่วงหน้า
ซึ่งโชคดีที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอยู่ในโรงพยาบาลทำให้สามารถประสานงานและจัดการดูแลได้อย่างเหมาะสม
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนก็คือ
เมื่อกรรมการสิทธิได้ไปซักถามข้อมูลจากคนไข้นั้น เขาได้ให้ข้อมูลกรรมการสิทธิฯเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น
เพราะยังไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ากรรมการสิทธิฯคือใคร ต่างจากข้อมูลที่บอกกับหมอ
ซึ่งละเอียดและเป็นข้อมูลจริงมากกว่า
7.
หลังจากเหตุการณ์การสลายม็อบ
มีเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่จากหลากหลายทบวงกรมมาเยอะมาก มาเยี่ยมบ้าง มาขอข้อมูลบ้าง โทรศัพท์ที่เข้ามาสอบถามก็เยอะมาก จนไม่รู้ว่าใครเป็นตัวจริงตัวปลอม
ในสถานการณ์วิกฤตเช่นกรณีของการชุมนุมที่อำเภอตากใบนั้น
โรงพยาบาลในบทบาทแนวหลังควรเน้นการตั้งรับในที่ตั้ง
เตรียมความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยผู้บาดเจ็บทุกคนที่ถูกส่งเข้ามาให้ดีที่สุดตามแนวของแผนการรับอุบัติเหตุหมู่
ในยามวิกฤตนอกจากมีผู้อำนวยการเป็นผู้สั่งการแล้ว
ยังควรมีผู้ที่ดูแลรับผิดชอบจัดการข้อมูลผู้บาดเจ็บที่มารับบริการในโรงพยาบาล
มีผู้ประสานงานกับหน่วยงานภายนอกที่เข้ามา มีการดูแลขวัญกำลังใจซึ่งกันและกัน
และขอกำลังสนับสนุนจากหน่วยงานข้างเคียงตามความเหมาะสม
โรงพยาบาลรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ตั้งห่างออกมาจากตัวอำเภอออกมา อยู่โดดเดี่ยวล้อมรอบด้วยสวนยางไม่มีบ้านคนในละแวกใกล้เคียงเลย
ดูแลประชากรจำนวน 9 ตำบล 71 หมู่บ้าน รวมประชากรประมาณ 64,000 คน
เกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม
ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยาง
มีสถานีอนามัยในพื้นที่จำนวน 15 แห่ง ณ.เดือนกุมภาพันธ์ 2548 โรงพยาบาลรือเสาะมีบุคลากรทั้งสิ้น
121 คน เป็นแพทย์ 5 คน ทันตแพทย์ 2 คน เภสัชกร 4 คน และพยาบาล 42 คน
นพ. อดุลย์ เร็งมา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรือเสาะ
ได้นำเสนอบทเรียนที่เป็นประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดังนี้
ที่ รพ.รือเสาะ
นั้นมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น 2 ครั้ง โดยครั้งแรกนั้นมีผู้ก่อการร้ายยิงปืนจากถนนเข้ามาในโรงพยาบาลบริเวณป้อมยาม
ปรากฏว่า ยามของโรงพยาบาลนั้นถูกยิงบาดเจ็บ หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น
เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก็ตัดสินใจนำกำลังเข้ามาดูแลความปลอดภัยในโรงพยาบาล นำกระสอบทรายมากั้นเสริมที่ป้อมยามจนเป็นเหมือนบังเกอร์
ฝ่ายความมั่นคงได้อนุมัติให้มีปืนกรณีอยู่เวรยามได้
เหตุการณ์ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23
ธันวาคม 2547 มีการนำศพชาวบ้านศพหนึ่งที่ถูกยิงเสียชีวิตห่างจากโรงพยาบาลประมาณ 3 กิโลเมตรมาชันสูตรที่โรงพยาบาล
อีกครึ่งชั่วโมงถัดมาขณะที่ตำรวจกำลังถอยรถตำรวจเพื่อไปล้างคราบเลือดจากศพนั้น
ก็มีการยิงปืนมาจากสวนยางข้างโรงพยาบาล
ยิงถูกหลังคาป้อมยามและต้นสนที่ป้อมยามหักเป็นแถว เป็นการยิงแนวระนาบ จึงสั่งให้ปิดไฟ และทุกคนหมอบ ตอนเช้าตรวจดู พบว่าเป็นกระสุนปืน M16
นับได้ 25 นัด ที่นี่ไม่มีการขู่แบบกะพ้อ แต่ลงมือเลย ผลจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ขอย้ายกันระนาว โชคดีไม่โดนคนไม่มีผู้บาดเจ็บ
แต่โดนจิตใจของเจ้าหน้าที่ทุกคนจนขวัญกระเจิง
องค์กรแพทย์ไร้พรมแดนได้เคยเข้ามาเยี่ยมดูสถานการณ์และโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ เขาตั้งข้อสังเกตว่า หลักการทางการแพทย์แล้ว เราเป็นกลาง
เราจะดูแลรักษาพยาบาลทุกคนให้ดีที่สุด ไม่สนใจว่าเป็นฝ่ายไหน เขาจึงแนะนำว่า
ใครก็ตามที่เข้าเขตรักษาพยาบาลของโรงพยาบาล ต้องตรวจและปลดอาวุธทั้งหมด โดยไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น นี่คือหลักการที่เป็นสากล แต่สำหรับในกรณีความไม่สงบในพื้นที่
3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น เราคงต้องลองคุยกันดู
เพราะเราเป็นข้าราชการ
จึงถูกเหมารวมไปแล้วว่าคือฝ่ายอำนาจรัฐที่อยู่ตรงข้ามกับกลุ่มผู้ก่อการไปแล้ว ซึ่งต่างจากองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน ที่เป็นคนกลางจริงๆที่เข้าไปจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในพื้นที่สู้รบของอีก
2 ฝ่ายที่ตนไม่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นโรงพยาบาลคงต้องตัดสินใจเองว่า โรงพยาบาลจะเป็นเขตปลอดอาวุธ
มีบังเกอร์หรือป้อมยามข้างหน้าได้ แต่เข้าไปแล้ว ห้ามมีอาวุธปืน
และมีป้ายบอกว่าเป็นเขตปลอดอาวุธ หรือว่าในบางพื้นที่
ถ้ามีทหาร/ตำรวจเข้ามาอยู่ด้วย
เจ้าหน้าที่จะรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยมากขึ้น แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นแต่ละทุกฝ่ายในโรงพยาบาลคงต้องหารือกันให้ชัด
ผู้อำนวยการอย่าตัดสินใจเองตามลำพัง
แต่สำหรับกรณีของโรงพยาบาลรือเสาะนั้น ทางกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุข จังหวัดชายแดนใต้ (กอ.สสส.จชต.)
มีความเห็นว่า
สำหรับที่ตั้งของโรงพยาบาลรือเสาะนั้น มีความโดดเดี่ยวสูงมาก และเสี่ยงต่อการก่อการร้ายอย่างยิ่ง ดังนั้นทาง
กอ.สสส.จชต.จึงได้ส่งกำลังทหารเข้ามาควบคุมพื้นที่ทั้งในและรอบโรงพยาบาลทั้งหมด
มีการตั้งฐานปืนกลและบังเกอร์ในพื้นที่โรงพยาบาล
ซึ่งโรงพยาบาลไม่มีสิทธิเลือกว่าจะรับหรือไม่รับ ฝ่ายทหารได้ตัดสินใจส่งกำลังมาประจำเพื่อความมั่นคงโดยไม่มีสิทธิปฏิเสธ
ช่วงแรก
ๆที่มีทหารมาอยู่ก็มีคนคัดค้าน แต่เราพบว่าทหารมาอยู่นั้นในที่สุดทำให้เรารู้สึกดี เขาตรวจตราละเอียดมากทุกซอกทุกมุม
หากเปรียบเทียบระหว่างตำรวจและทหารแล้ว ความเข้มแข็งและวินัยของทหารดีกว่ามาก ตำรวจมาเฝ้าก็เหมือนมาดูทีวี แต่ทหารไม่ใช่
เขาอยู่ที่หน้าบังเกอร์สายตามองส่ายไปมาอย่างระแวดระวัง ในปัจจุบันนั้นการมีทหารตั้งฐานในโรงพยาบาลนั้น
ทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนั้นมีความอุ่นใจขึ้น เป็นบวกมากกว่าลบ
นับเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดที่มีหน่วยกำลังไปตั้งฐานคุ้มกันโรงพยาบาล
บทสรุปของทั้ง 4 บทเรียน
จากบทเรียนของทั้ง
4 โรงพยาบาลชุมชนในท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น หัวใจของทุกโรงพยาบาลไม่เฉพาะ 4 แห่งนี้
คือการรักษาขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในทุกวิชาชีพให้ดีที่สุด เพราะหากขาดขวัญกำลังใจแล้ว
กำลังคนในระบบสาธารณสุขในพื้นที่ก็จะทยอยกันย้ายออกนอกพื้นที่เสี่ยง
ซึ่งแน่นอนว่าในสถานการณ์เช่นนี้ยากที่จะมีวิชาชีพใดย้ายเข้ามาทดแทนคนที่ย้ายออกไป หากย้ายออกจำนวนมาก กำลังคนที่เหลือน้อยลงย่อมต้องรับภาระงานที่หนักขึ้น
ไหนจะความเครียดจากสถานการณ์ความไม่สงบ
อีกทั้งยังต้องรับภาระงานที่หนักขึ้นจากผู้รับบริการที่มากขึ้นและเพื่อนร่วมงานที่ลดน้อยลง สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่วงจรแห่งความล่มสลายของคุณภาพมาตรฐานในระบบสุขภาพในพื้นที่ เพราะในภาวะเช่นนั้น
การย้ายออกจากพื้นที่จะตามมาเป็นลูกโซ่เป็นวงจรที่ยากจะหยุดได้
ดังนั้นการตัดวงจรการโยกย้ายด้วยการวางระบบการดูแลกันเองในโรงพยาบาล การสร้างขวัญกำลังใจ การเสริมสร้างคุณค่าในการความเสียสละทำงานในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพื่อรอวันที่สถานการณ์จะดีขึ้น
ย่อมเป็นภารกิจหลักที่สำคัญยิ่งของทุกโรงพยาบาลในการธำรงไว้ซึ่งระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพของอำเภอนั้น
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปิยะ กิจถาวร จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจยิ่งในวงสัมมนาว่า
หลักการสำคัญในวันนี้สำหรับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลแล้วมีเพียง 2 ข้อคือ ให้พึ่งตนเองและให้พึ่งกันเอง
ประคับประคององค์กรและงานบริการในช่วงเวลาวิกฤตไปให้ได้อีกสัก 2 ปี เป็นอย่างน้อย เชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เพราะการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนด้วยความรุนแรงเช่นนี้นั้น ในประวัติศาสตร์ของทั่วโลกแล้ว ล้วนแต่พ่ายแพ้ เพราะประชาชนทุกฝ่ายในที่สุดจะไม่เห็นด้วย
นอกเสียจากว่าขบวนการดังกล่าวจะหันกลับมาต่อสู้ในวิถีทางทางการเมืองด้วยสันติวิธีเท่านั้น
บทเรียนจาก
4 โรงพยาบาลชุมชนในสถานการณ์ไฟใต้ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีการวางระเบิดหรือยิงรายวันเช่นนี้ ยังคงมีความเคลื่อนไหวในเพื่อการแสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหาของทุกโรงพยาบาลชุมชนใน
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ
5 ชายแดนของจังหวัดสงขลาต่อไป บทเรียนที่นำเสนอนี้จึงเป็นเพียงบทแรกๆในอีกหลายบทที่ควรค่าแก่การบันทึก
เพื่อให้ความทุ่มเทและเสียสละของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในทุกวิชาชีพในพื้นที่นี้ได้รับการกล่าวขาน
และเป็นบทเรียนที่หาได้ยากซึ่งควรค่าแก่การเรียนรู้สำหรับวงการสาธารณสุขในอนาคต
@@@@@@@@@@@@@@@@@@