บทเรียนจาก  4 โรงพยาบาลชุมชนในสถานการณ์ไฟใต้

                                                เรียบเรียงโดย นพ.สุภัทร  ฮาสุวรรณกิจ

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ  จังหวัดสงขลา

24  กุมภาพันธ์ 2548

 

บทนำ

 

                นับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนที่จังหวัดนราธิวาสในวันที่  4 มกราคม 2547 เป็นต้นมา  ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของของความไม่สงบใน  3  จังหวัดชายแดนใต้อย่างเป็นทางการ  จนถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในวันที่ 28 เมษายน 2547 ที่มีการรวมตัวของกลุ่มผู้ก่อเหตุบุกทำลายสถานที่ราชการ  10 จุด นำมาสู่การตอบโต้อย่างรุนแรงจากภาครัฐไม่ว่าที่มัสยิดกรือเซะหรือที่อำเภอสะบ้าย้อย    และนำมาสู่การเสียชีวิตของผู้ก่อการถึง 106 ศพ    เหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นเรื่อยมาโดยมีการทำร้ายทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนรายวัน  จนถึงเหตุการณ์การชุมนุมหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบในวันที่ 25 ตุลาคม 2547  ซึ่งมีการสลายการชุมนุม  และเกิดกรณีการเสียชีวิตจากการควบคุมตัวขณะขนย้ายผู้ชุมนุม  จนทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมถึง 85 คน 

                ถึงทุกวันนี้เหตุการณ์ความไม่สงบได้ทวีความรุนแรงขึ้น รวมทั้งขยายตัวมาสู่  5 อำเภอชายแดนของจังหวัดสงขลา   และสร้างความหวั่นวิตกให้กับทุกคนในพื้นที่   สำหรับโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่นั้น ต่างก็มีการปรับตัวและวางมาตรการในการดูแลขวัญกำลังของเจ้าหน้าที่และจัดระบบการทำงานเพื่อความปลอดภัยในหลากหลายรูปแบบ  ตามเงื่อนไขและบริบทของพื้นที่และโรงพยาบาลนั้นๆ

                สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.) และ สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ ( สวรส.ภาคใต้ ) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ได้จัดให้มีการสัมมนาเพื่อแสวงหาบทเรียนและรูปแบบการเตรียมความพร้อมในด้านความปลอดภัยในโรงพยาบาลชุมชนจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งได้จัดสัมมนาขึ้นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานีในวันที่ 26 ธันวาคม 2547  โดยมีการนำเสนอบทเรียนจากโรงพยาบาลชุมชนใน  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน  4 โรงพยาบาลชุมชนคือ โรงพยาบาลรามัน  จังหวัดยะลา  โรงพยาบาลกะพ้อ จังหวัดปัตตานี  โรงพยาบาลตากใบและโรงพยาบาลรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส  ซึ่งมีบทเรียนที่แตกต่างกันตามบริบทและสถานการณ์ในพื้นที่ที่น่าสนใจยิ่ง  และเป็นบทเรียนที่มีค่า  ดังจะได้นำเสนอเป็นรายโรงพยาบาลดังต่อไปนี้

 

1.   บทเรียนจากโรงพยาบาลรามัน   จังหวัดยะลา 

โดย  นพ.รอซาลี  ปัตยบุตร  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามัน

 

                โรงพยาบาลรามัน  จังหวัดยะลา เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง  ตั้งอยู่ใจกลางของจังหวัดยะลา  ห่างจากตัวเมืองยะลา 30 กิโลเมตร   ถือเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีระดับของการพัฒนาสูงที่สุดในจังหวัดยะลา มีการจัดบริการด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมมุสลิมได้อย่างลงตัว   ดูแลประชากรจำนวน 16 ตำบล 82 หมู่บ้าน  รวมประชากรประมาณ 82,000 คน  เกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม  ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางสวนผลไม้  มีสถานีอนามัยในพื้นที่จำนวน 16 แห่ง  ณ.เดือนกุมภาพันธ์ 2548  โรงพยาบาลรามันมีบุคลากรทั้งสิ้น 212  คน  เป็นแพทย์ 6  คน  ทันตแพทย์  2 คน  เภสัชกร 4  คน  และพยาบาล 71  คน    

นพ.รอซาลี  ปัตยบุตร  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามัน  ได้นำเสนอบทเรียนที่เป็นประสบการณ์ตรงหลายกรณีที่น่าสนใจของโรงพยาบาลรามันต่อกรณีความไม่สงบใน  3 จังหวัดชายแดนใต้   โดย นพ.รอซาลีเล่าว่า

จากสถานการณ์ความไม่สงบใน  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอรามันเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และถี่ขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมีความเครียดมาก จากเหตุการณ์ภายนอกที่รายรอบโรงพยาบาล

  ดังนั้นสิ่งแรกและสิ่งสำคัญที่ต้องทำในสถานการณ์ความไม่สงบที่มีการลอบทำร้ายลอบยิงหรือวางระเบิดรายวันก็คือ การดูแลขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ซึ่งมีความสำคัญมาก  เป็นประเด็นชี้ขาดของคุณภาพงานในองค์กรในสถานการณ์วิกฤต  โดยทางโรงพยาบาลรามันได้ค่อยๆเก็บตกประเด็นด้านความปลอดภัยและขวัญกำลังใจมาตลอด

อีกทั้งความเครียดจากงานภายในโรงพยาบาลก็มีมากขึ้น เนื่องจากภาระงานของโรงพยาบาลในทุกจุดบริการเพิ่มมากขึ้น  จากที่สถานีอนามัยต้องปิดบ่อยครั้ง  อีกทั้งผู้ป่วยก็ไม่กล้าที่จะไปใช้บริการที่คลินิกในช่วงเย็นหรือค่ำ   ทำให้มีคนไข้มารับบริการที่โรงพยาบาลในตอนกลางวันมากขึ้น

สำหรับเรื่องเจ้าหน้าที่ขอย้าย มีอยู่ทุกที่ ที่อำเภอรามันนั้นก็มีมาก เนื่องจาก ภาระงานที่เพิ่มขึ้นมากทำให้ย้ายออกมากขึ้น สถานการณ์การเงินของโรงพยาบาล ย่ำแย่มากขึ้น ที่ผ่านมาเงินถูกใช้ไปในการพัฒนาคุณภาพมาก และหยุดการพัฒนาไม่ได้ เนื่องจากถ้าหยุดจะทำให้เจ้าหน้าที่ล้าและเรียกพลังกลับคืนมาได้ยากมาก   โจทย์ที่สำคัญก็คือ  จะรักษาระบบคุณภาพให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างไรในท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่บั่นทอนจิตใจในการทำงานลงไปทุกวัน

จากเหตุการณ์ต่างๆรายวันและการแก้ปัญหาแบบที่เป็นอยู่นั้น  สถานการณ์จะไม่มีวันสิ้นสุด ความไม่สงบจะเกิดไปเรื่อย ๆ และทวีความรุนแรงมากขึ้น  ดังนั้นในโรงพยาบาลจึงมีมาตรการรองรับเหตุการณ์ความไม่สงบ  เสริมความปลอดภัยในโรงพยาบาลให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้  กล่าวคือ

 

1.       มีการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลโดยเจ้าหน้าที่ทุกคน    โดยทางโรงพยาบาลได้ติดตามข่าวสารข้อมูลอย่างใกล้ชิด  และผู้ใดพบกับเหตุการณ์สำคัญ  ต้องนำมาทบทวนระบบ  พิจารณาจุดแข็ง จุดอ่อน  และนำไปสู่การวางระบบที่สมบูรณ์กว่าเดิม  ใช้ข้อมูลจากบันทึกเหตุการณ์ของเวรตรวจการนอกเวลาราชการเพื่อทราบสถานการณ์ นอกเหนือจากรายงานตรวจการพยาบาล  รวมทั้งจัดให้มีบันทึกรายงานการตรวจรอบ  ๆ ของโรงพยาบาล และมีระบบการรายงานเหตุการณ์ที่สำคัญแก่ผู้เกี่ยวข้อง  มีการเรียนรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในและรอบ ๆโรงพยาบาล อีกทั้งยังมีระบบข้อเสนอแนะของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ในทุก ๆส่วน เพื่อช่วยเติมเต็มมาตรการต่างๆ   และนอกจากนั้นก็มีข้อเสนอแนะจากผู้นำท้องถิ่น ผู้นำทางศาสนา ซึ่งสำคัญมากและเป็นประโยชน์มาก

 

2.       การปรับปรุงด้านกายภาพเพื่อความปลอดภัย   อันได้แก่

·       การปรับพื้นที่ให้รั้วรอบโรงพยาบาลนั้นโล่ง  สามารถมองเห็นง่าย  สะดวกต่อการดูแล

·       การจัดระบบทางเข้าออกจากเข้าออกสองทางให้เหลือเพียงประตูเดียว  

·       กำหนดเขตพื้นที่เฉพาะที่ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น เขตบ้านพัก  อาคารบริหารของโรงพยาบาล

·       มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดสำคัญของโรงพยาบาล  ซึ่งมีประโยชน์มาก  ในเบื้องต้นพบว่า ปัญหารถมอเตอร์ไซด์หายไม่พบอีกเลยหลังติดกล้องวงจรปิด

·       มีการติดตั้งแสงสว่างให้เพียงพอในทุกจุดของโรงพยาบาล แม้ในพื้นที่รอบนอกอาคาร เรียกได้ว่า “ สว่างไสวทั่วทั้งโรงพยาบาล ”

·       ปรับปรุงระบบโทรศัพท์ให้มีประสิทธิภาพ  เดิมโรงพยาบาลใช้ระบบโทรศัพท์ผ่านตู้สาขา  ซึ่งไม่คล่องตัวในสถานการณ์แบบนี้ เนื่องจากเสียเวลาในการต่อหมายเลขภายในและเสียบ่อย   จึงมีการเพิ่มหมายเลขโทรศัพท์สายนอกเพิ่มเติมให้สามารถต่อตรงโดยไม่เข้าระบบตู้สาขาด้วย

·       เพิ่มระบบตู้สาขาโทรศัพท์อีก 24 จุด เพื่อติดตั้งสำหรับติดต่อโดยตรงกับบ้านพักเจ้าหน้าที่ แฟลตพยาบาล ทุกห้อง ทุกหลัง

·       ได้ติดตั้งวิทยุสื่อสารประจำรถยนต์ทุกคัน ปรับปรุงระบบแม่ข่ายและเสาอากาศวิทยุสื่อสาร ยอมลงทุน จัดซื้อวิทยุสื่อสารภายในเพิ่มแก่หน่วยงานสำคัญ เช่น ยาม ศูนย์เปล พนักงานขับรถ  ห้องฉุกเฉิน  ตึกผู้ป่วยใน 

·       จัดให้มีแม้กระทั่งขวาน ชะแลง ในรถฉุกเฉิน Ambulance ของโรงพยาบาล

 

3.       ด้านการเตรียมบุคลากรและการปรับระบบงานของโรงพยาบาล   เช่น

·       มีการฝึกอบรมการป้องกันตัว การใช้อาวุธปืน ให้กับยามทุกคน

·       จัดให้มีบริการรถรับ-ส่ง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ระหว่างตัวเมืองยะลาและรามัน และทุกกรณีที่มีการทำงานให้กับทางราชการ   ซึ่งช่วยลดความหวั่นวิตกขณะเดินทางได้มาก 

·       คนขึ้นเวรบ่ายไม่อนุญาตให้กลับบ้านหลังลงเวร  ต้องให้พักที่โรงพยาบาล ไม่ให้กลับเองโดยพลการ ยามจะไม่อนุญาตให้ออกนอกโรงพยาบาล   หากมีกิจธุระจำเป็น จะให้รถโรงพยาบาล ไปส่งถึงบ้าน

·       จัดให้มียามดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชม. โดยเพิ่มกำลังคนของเวรยาม จาก 3 คนเป็น 7คน หมุนเวียนปฏิบัติงานเวรละ 2 คน

·       กำหนดจุดอันตรายในโรงพยาบาล 4 จุด เพื่อให้มีการเฝ้าระวังดูแล และตรวจการณ์อย่างรอบคอบ

·       การจัดระบบรับบัตร เข้า – ออก โรงพยาบาลสำหรับรถทุกคันที่ผ่านเข้ามาในโรงพยาบาล

·       มีการสรุปเหตุการณ์ประจำวันต่อผู้บังคับ มีระบบเวรตรวจการนอกเวลาราชการ

·       เพิ่มเจ้าหน้าที่เวรเปลในเวรบ่าย เพื่อให้มีอัตรากำลังผู้ชาย ณ จุดบริเวณให้บริการของห้องเวชระเบียน และห้องฉุกเฉิน  เพราะในอดีตมักมีแต่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงในจุดนี้

·       เลื่อนเวลาทำงานของโรงพยาบาลจาก  8.00 -16.00 . เป็น 8.30-16.00 น.  เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเดินทางมาแต่เช้า  ซึ่งหวั่นไหวต่อความปลอดภัยมากกว่าในช่วงสาย

·       ประสานตำรวจ ทหารในพื้นที่ เพื่อดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย และเส้นทางการคมนาคมในจุดเสี่ยงหากมีความจำเป็น

·       มีการเตรียมสำรองอาหารในโรงครัวให้เพียงพอแก่ผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่สำหรับ 2-3 วัน

 

4.       การสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่โรงพยาบาลในระยะยาว  โดยพยายามไม่ไปสร้างให้เกิดเงื่อนไขหรือความไม่พอใจของชุมชนต่องานบริการของโรงพยาบาล  เมื่อชุมชนศรัทธาและเห็นว่าโรงพยาบาลรามันเป็นหน่วยงานที่พวกเขาต้องช่วยกันปกป้อง และช่วยดูแลเจ้าหน้าที่ทุกคนแล้ว  เมื่อนั้นความอุ่นใจในการทำงานจะตามมาในที่สุด  ดังนั้นโรงพยาบาลรามันจึงจัดให้มี

·       การสร้างความตระหนักแก่เจ้าหน้าที่ทุกคนให้มีจิตบริการ ( service  mind )  ที่เต็มใจให้บริการดุจญาติมิตร  ทุกจุดบริการต้องให้บริการอย่างมีคุณภาพมาตรฐานด้วยรอยยิ้ม  ทุกคนต้องช่วยกันสร้างศรัทธาให้กับชุมชน

·       การจัดบริการของโรงพยาบาลให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของชุมชนมุสลิม ซึ่งทางโรงพยาบาลรามันได้ให้ความสำคัญในการปรับระบบบริการในลักษณะนี้มาก่อนที่จะมีสถานการณ์แล้ว  

·       จัด exit nurse หรือพยาบาลประชาสัมพันธ์ ดูแลผู้รับบริการในโรงพยาบาล ให้ทั่วถึง คอยดูแลปัญหาของผู้รับบริการ โดยยึดหลักการที่ว่า “ ปัญหาทุกปัญหาต้องทิ้งไว้ในโรงพยาบาล อย่าให้เอากลับไปที่บ้าน ” เพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงกับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล ต้องสร้างและบริการให้เกิดความประทับใจ ให้กับผู้รับบริการทั้ง 82,000 คน

 

โรงพยาบาลรามัน  จังหวัดยะลา  นับเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีการจัดระบบการเตรียมความพร้อมในการป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด    แต่นั่นหมายความว่า ต้นทุนของการวางระบบและเตรียมความพร้อมนั้นก็มีต้นทุนที่สูงมาก ไม่เฉพาะงบลงทุนในครั้งแรกเท่านั้น  แต่รวมถึงงบประมาณในการบำรุงรักษาระบบในระยะยาวด้วย   ไม่ว่าการเพิ่มจำนวนบุคลากรที่เป็นยาม เวรเปลหรือ exit nurse   ค่าไฟฟ้าที่สว่างไสว  ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการส่งเจ้าหน้าที่  ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบสื่อสาร กล้องวงจรปิด  รั้ว หรือการปรับปรุงภูมิสถาปัตย์เป็นต้น   ซึ่งล้วนแต่ใช้งบประมาณของโรงพยาบาลเองเป็นส่วนมาก 

ดังนั้นควรที่ทางกระรวงสาธารณสุขจะได้ลงมาศึกษาเพื่อสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมแก่โรงพยาบาลต่างๆใน  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มขึ้น เพราะงบดำเนินการของโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ควรเป็นภาระของโรงพยาบาลนั้นๆแต่เพียงฝ่ายเดียว อีกทั้งโรงพยาบาลขนาดเล็กอีกหลายแห่งที่ขาดแคลนเงินบำรุง หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลางอย่างเป็นระบบแล้ว ก็ยากที่จะสามารถจัดระบบความพร้อมในการป้องกันความเสี่ยงต่อสถานการณ์ความไม่สงบในลักษณะเดียวกับโรงพยาบาลรามันได้

 

 

 

 

2.  บทเรียนจากโรงพยาบาลกะพ้อ   จังหวัดปัตตานี

โดย  นพ.เดชา   แซ่หลี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกะพ้อ

 

                โรงพยาบาลกะพ้อ  จังหวัดปัตตานี เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 10 เตียง  ตั้งอยู่ตอนล่างของจังหวัดปัตตานีติดกับจังหวัดยะลาและนราธิวาส    ดูแลประชากร 3 ตำบล 27 หมู่บ้าน  ประชากรจำนวน 15,000  คน  เกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม  เป็นอำเภอขนาดเล็กที่ผู้คนมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาอำเภอสายบุรีที่อยู่ห่างออกไปเพียง 15 กิโลเมตร  ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยาง  มีสถานีอนามัยในพื้นที่จำนวน 6 แห่ง  ณ.เดือนกุมภาพันธ์ 2548  โรงพยาบาลกะพ้อมีบุคลากรทั้งสิ้น 60 คน  เป็นแพทย์ 2 คน  ทันตแพทย์ 1 คน  เภสัชกร 2 คน  และพยาบาล 28  คน   

นพ.เดชา  แซ่หลี  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกะพ้อ  ได้นำเสนอบทเรียนที่เป็นประสบการณ์ตรงหลายกรณีที่น่าสนใจของโรงพยาบาลกะพ้อต่อกรณีความไม่สงบใน  3 จังหวัดชายแดนใต้   ได้แก่

 

1.       การออกไปชันสูตรศพ กรณีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้   โดยตำรวจยืนยันว่าต้องการให้หมอต้องออกไปชันสูตรศพ  ซึ่งเมื่อถึงที่เกิดเหตุ  คุณหมอเดชาซึ่งไปชันสูตรศพเองพบว่า ไม่มีใครตามเข้าไปเลย  มีศพ 1 ศพที่เลือดแห้งแล้ว ก็เลยเรียกให้ทหาร ตำรวจมาช่วย ณ. เวลานั้นได้เริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย รุ่งขึ้นปรากฏว่าเกิดเหตุระเบิดใกล้ที่ชันสูตรศพนั้นมาก  เชื่อว่าเกิดจากการวางระเบิดเอาไว้ใกล้ๆ  เพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปชันสูตรศพ

อีกเหตุการณ์คือ กรณีที่ตำรวจให้ไปชันสูตรศพอีก โดยแจ้งว่าเป็นกรณีพิเศษ  มีปัญหาแน่หากแพทย์ไม่ออกไปเพราะเป็นกรณีที่ชาวบ้านข้องใจ   เมื่อออกไปดู ที่ถนนคนแน่นมาก ไม่สามารถเอารถเข้าไปได้  จนต้องเดินเข้าไป  พอไปถึงตำรวจไม่สามารถกันชาวบ้านได้  ชาวบ้านตีโอบล้อมเข้ามา ในขณะนั้นรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยมาก  จึงขอให้ทางตำรวจเคลื่อนย้ายศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาล 

ในความเป็นจริงแล้ว  แม้ว่าทางกระทรวงจะมีคำแนะนำว่า  หากไม่ปลอดภัยไม่ต้องไปชันสูตรศพ  แต่ในสถานการณ์จริงก็ยากที่จะปฏิเสธได้  ดังนั้นการเตรียมความพร้อม  ไหวพริบและการประสานงานกับทางตำรวจจึงมีความสำคัญมากเพื่อลดโอกาสของความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด

 

2.       ในเรื่องของการวางระเบิดในโรงพยาบาล  ตอนเช้ามืดของวันหนึ่ง  ได้มีวัยรุ่นเข้ามาในโรงพยาบาล เข้ามาทางประตู ยามได้เห็น วัยรุ่นวิ่งออกไป  จากนั้นมียามบอกว่ามีถุงวางไว้ที่ป้อมยามวางไว้นาน  2 ชั่วโมงแล้ว นพ.เดชาในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลและยามจึงเดินเข้าไปดู ยามบอกว่าในถุงมีสายไฟ ดูแปลก ผิดปกติ จึงตามตำรวจมาดู  ตำรวจนึกง่ายๆว่าน่าจะเป็นการขู่   จึงเขี่ยๆดู พบว่าเป็นของจริง และได้ไปหายางรถมาล้อมกันไว้ หน่วยกู้ระเบิดจึงนำออกไปและทำลาย  สรุปว่าเป็นการข่มขู่ทำให้เข้าใจว่าเป็นระเบิด

แต่จากบทเรียนในครั้งนั้น  ทั้งฝ่ายโรงพยาบาลและตำรวจต่างก็ประมาทมากที่เข้าไปเขี่ยๆดู  เพราะหากเป็นระเบิดจริงแล้วอาจระเบิดตูมขึ้นมาก็ได้  ซึ่งจะเกิดความสูญเสียอย่างมาก  ดังนั้นเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย  ควรยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อน  ให้ผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการเก็บกู้

 

3.       กรณีการข่มขู่ทางโทรศัพท์   โดยในคืนวันศุกร์วันหนึ่ง  ได้มีโทรศัพท์ขู่มาว่าคืนนี้ หมอกับพยาบาลตายแน่  ทางโรงพยาบาลจึงได้ติดต่อกับทหารตำรวจเจ้าหน้าที่เพื่อขอกำลังคุ้มกัน  และเรียกระดมเจ้าหน้าที่ทุกคนในบ้านพักมานอนรวมกันที่บนตึก  มีทหารตำรวจคุ้มกันเป็นจุด ๆ แต่ก็ไม่เกิดเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น   ต่อมาคืนวันเสาร์ ก็มีการโทรขู่อีกว่าจะทำจริง หมอกับยามตายแน่   ต่อมาการขู่ครั้งที่สามนั้นตำรวจเป็นคนรับสายเอง แต่ไม่มีใครพูด และมีข่าวปล่อยลือออกมาว่า กลุ่มโจรจะมีการบุกยึดโรงพักด้วย   เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคนจึงถูกระดมมานอนรวมกันบนโรงพยาบาล  พยายามเลือกหาห้องที่ปลอดภัยมีหน้าต่างน้อยที่สุดเพื่อให้ปลอดภัยจากระสุนมากที่สุด  แต่ก็แทบไม่มีห้องเช่นว่านั้น  ได้มีการติดต่อตำรวจ ทหาร ให้มาช่วยดูแล เขาเองก็ส่งกำลังมาได้ไม่กี่คน  เพราะกำลังที่จะดูแลโรงพักและอำเภอก็ยังไม่พอ  ต้องเกลี่ยกำลังคนกัน  และตำรวจเองก็กลัวว่าจะเป็นการขู่ลวงที่โรงพยาบาลเพื่อให้กำลังที่โรงพักมีน้อยจะได้โจมตีโรงพักได้ง่ายขึ้น  ในวันนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ก็ทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ในวันนั้น  แพทย์พยาบาลก็ยังได้บอกกล่าวสถานการณ์ให้ผู้ป่วยและญาติทราบ  คนไข้คนใดที่พอไหวก็ให้กลับบ้านได้  ที่หนักยังควรต้องนอนโรงพยาบาลก็ส่งต่อไปนอนโรงพยาบาลสายบุรี   เพื่อความปลอดภัย

ต่อมาทางโรงพยาบาลได้ติดต่อกับองค์การโทรศัพท์ เรื่องขอหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถแสดงหมายเลขโทรเข้าได้ (โชว์เบอร์)  เพื่อให้ทราบหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรเข้ามามาข่มขู่  แต่องค์การโทรศัพท์จัดหาให้ไม่ได้  จึงได้นำหมายเลขโทรศัพท์ของโรงพยาบาลมาต่อกับโทรศัพท์มือถือทำให้โชว์เบอร์ได้  จากนั้นก็มีโทรศัพท์ขู่เข้ามาอีก  เป็นหมายเลขตู้สาธารณะของโรงพยาบาลบ้าง  มือถือบ้างก็แจ้งทางตำรวจให้ไปจัดการได้ตรงเป้ามากขึ้น

หลังจากนั้นก็มีการคุยทบทวนกับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลว่า  ที่ผ่านมามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นที่ โรงพยาบาลบ้าง  หรือมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้คนในพื้นที่ไม่พอใจหรือไม่  ซึ่งทุกคนก็ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร ความสัมพันธ์กับชุมชนยังดีมาก  เมื่อได้มีการพูดคุยกันไป ก็พบว่ามีเหตุการณ์หนึ่งแปลกๆกล่าวคือ  มีคนไข้วัยรุ่นคนหนึ่งกินยาเข้าไปเป็นจำนวนมาก  เพื่อนๆซึ่งเป็นวัยรุ่นอีก 4-5 คน ตามมาส่งผู้ป่วย   ระหว่างให้การดูแลที่ห้องฉุกเฉิน หมอก็ได้บอกให้เพื่อนนั้นออกไปรอข้างนอก ซึ่งเขาก็ทำตาม แต่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเหมือนเดินสำรวจโรงพยาบาล ไปที่ยามบ้าง ดูบอร์ดบุคลากรบ้าง เป็นต้น

 

4.       การข่มขู่เจ้าหน้าที่  ได้มีการเขียนชื่อยามเพื่อเป็นการข่มขู่ที่หน้าตู้ไปรษณีย์ ว่าตายแน่ ยามคนนั้นจึงได้ตัดสินใจลาออก เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ต้องหาคนมาเป็นยามแทนซึ่งหายากมาก  ครั้นจะไปขอกำลังจาก อส. หรือตำรวจทหาร  ซึ่งทางเขาก็หนักมากกันอยู่แล้ว ไม่สามารถช่วยเหลือได้  จึงได้ระงับการลาออกของยาม และได้ให้เขาไปพักผ่อนก่อน 1-2 สัปดาห์  และให้มาประจำยามบนตึกแทนป้อมยาม   หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบไป

 

อำเภอกะพ้อ  จังหวัดปัตตานี  เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหวของโจรก่อการร้ายสูงมาก  กลุ่มโจรได้บุกยึดโรงพักและที่ว่าการอำเภอมาแล้วในช่วงระยะเวลาสั้นๆ  เพื่อประกาศศักดาว่า สามารถยึดศูนย์กลางอำนาจรัฐในอำเภอได้   แต่อย่างไรก็ตาม  โรงพยาบาลกะพ้อมีจุดแข็งที่สำคัญยิ่งอย่างน้อย  3 ประการที่ทำให้สถานการณ์ความไม่สงบนั้นมีผลกระทบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่มากเท่ากับความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ

1         ที่ผ่านมาโรงพยาบาลมีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับชุมชน  แม้เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก  แต่ก็ได้รับความศรัทธาจากชุมชน  ทำให้ไม่มีเงื่อนไขสำหรับฝ่ายตรงข้ามในการโจมตีการทำงานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและโรงพยาบาล

2         เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลกะพ้อส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่  ทำให้แม้จะมีความหวั่นไหว  แต่ก็มีการขอย้ายออกก็ไม่มากนัก  และอยู่ในวิสัยที่พูดคุยขอร้องให้ร่วมแรงทำงานกันต่อไปได้

3         ผู้นำองค์กรทั้งในระดับโรงพยาบาลคือตัวผู้อำนวยการโรงพยาบาล  และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด  มีความเข้าใจในบทบาทในฐานะผู้นำในสภาวะวิกฤต  ที่ต้องนิ่ง  ไม่คิดสละเรือเอาตัวรอด  มีความเสียสละ  ปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจ  ทำให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของทุกคนในองค์กรให้สามารถประคับประคองกันเองในช่วงสถานการณ์วิกฤตไปได้

 

3.  บทเรียนจากโรงพยาบาลตากใบ  จังหวัดนราธิวาส

โดย  นพ.สมชาย  ศรีสมบัณฑิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตากใบ

 

โรงพยาบาลตากใบ  จังหวัดนราธิวาส เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง  ตั้งอยู่ตอนล่างสุดของจังหวัดนราธิวาส  ติดชายแดนมาเลเซีย   ดูแลประชากรจำนวน 8 ตำบล รวม 63,200 คน  เกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม  เป็นอำเภอชายแดนขนาดกลางที่ผู้คนมีส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางและค้าขาย  มีสถานีอนามัยในพื้นที่จำนวน 11 แห่ง  ณ.เดือนกุมภาพันธ์ 2548   โรงพยาบาลตากใบมีบุคลากรทั้งสิ้น 107  คน  เป็นแพทย์ 4 คน  ทันตแพทย์ 1 คน  เภสัชกร 3 คน  และพยาบาล 36 คน 

 

นพ.สมชาย  ศรีสมบัณฑิต  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตากใบ  ได้นำเสนอบทเรียนที่เป็นประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบใน  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดังนี้

 

  จากเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบในวันที่  25 ตุลาคม 2547  เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านที่ถูกจับในข้อหานำปืนไปให้กับผู้ก่อการร้าย   จนนำมาสู่การสลายการชุมนุมในวันเดียวนั้น  นับเป็นเหตุการณ์ที่หนักที่สุดสำหรับอำเภอตากใบ  นับตั้งแต่มีเหตุการณ์ความไม่สงบใน  3 จังหวัดชายแดนใต้มาตั้งแต่วันที่  4 มกราคม 2547 ที่มีการปล้นปืนในค่ายทหารที่จังหวัดนราธิวาส

ในวันนั้น  ได้เริ่มมีการชุมนุมในช่วงเช้า  แต่ที่โรงพยาบาลไม่มีใครทราบสถานการณ์   จนเวลาประมาณ 11 นาฬิกา แพทย์เวรได้รับแจ้งมาว่าเหตุการณ์ไม่ค่อยดี   ในขณะผู้อำนวยการไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล  จึงตัดสินใจว่า   ถ้ามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นให้ปิดโรงพยาบาล และได้โทรศัพท์ติดต่อ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพื่อรับทราบและขออนุญาต

เมื่อทราบว่าเหตุการณ์ไม่ค่อยดี   โรงพยาบาลตากใบจึงได้ประสานไปที่โรงพยาบาลต่างๆในจังหวัดนราธิวาสเพื่อขอความช่วยเหลือและเตรียมรถพยาบาลในการรับผู้บาดเจ็บ ซึ่งได้รับความร่วมมือดีมากทั้งจากโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลทั่วไป  ประมาณ 15.00 น.  ปลัดอำเภอได้ประสานมาที่โรงพยาบาลว่ากำลังสลายฝูงชน  ขอให้โรงพยาบาลเตรียมพร้อม  มีคนไข้ได้รับบาดเจ็บสาหัสคือ  ตำรวจถูกยิงที่ทรวงอก  ได้ใส่ ICD เพื่อระบายเลือดออกจากช่องปอด  แล้วส่งต่อโรงพยาบาลนราธิวาสได้อย่างปลอดภัย   ผู้บาดเจ็บอื่นๆก็ทยอยเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตากใบ สถานการณ์พอเอาอยู่ มีคนไข้ 21 ราย รับไว้นอนโรงพยาบาล 3 ราย  แม้ยอดผู้ป่วยไม่มาก  แต่ความวุ่นวายจากญาติและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีมากทีเดียว

บทเรียนที่สำคัญในเหตุการณ์ครั้งนั้น  ได้แก่

1.       ในวันนั้นร้านค้าในตลาดทุกร้านปิดหมด  ปัญหาคือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทั้งที่ขึ้นเวรและอยู่ในเขตบ้านพักรวมทั้งเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลอื่นที่มารอรับ Refer ไม่มีอาหารเย็นรับประทาน ต้องทานขนมเท่าที่มีในโรงพยาบาลแทนข้าวเย็น  วันนั้นจึงเป็นบทเรียนที่สำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลต้องมีการกักตุนอาหารแห้งไว้ในยามฉุกเฉินเสมอ

2.       ขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่นั้นสำคัญมาก  ในวันนั้นทุกคนเสียขวัญมาก  ไม่มีใครคิดว่าในอำเภอตากใบจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้  ในวันนั้นผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้ไปพาครอบครัวไปพักผ่อนในอำเภอหาดใหญ่  เมื่อทราบข่าวและประเมินว่าสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ  จึงตัดสินใจรีบกลับมาที่โรงพยาบาล   แม้ในวันนั้น  ตำรวจที่สนิมสนมจะแจ้งมาว่าอาจไม่ปลอดภัย  ระหว่างทางเสี่ยงต่อการถูกปิดกั้นทางหรืออาจมีการโรยเรือใบไว้ที่ถนนก็ได้   แต่ด้วยความเข้าใจในสถานการณ์และภาวะผู้นำของผู้อำนวยการโรงพยาบาล  จึงตัดสินใจว่าอย่างไรก็ต้องกลับโรงพยาบาลให้ได้  จึงประสานทางตำรวจเพื่อทราบสถานการณ์เป็นระยะ  เพื่อเลือกเส้นทางที่น่าจะปลอดภัยที่สุด   ในวันนั้นหากผู้อำนวยการโรงพยาบาลตากใบไม่กลับโรงพยาบาลแล้ว หลายปัญหาก็ยากที่จะคลี่คลายไปได้ด้วยดีได้  นพ.สมชายกล่าวว่า “ถ้าไม่เข้าไป คงจะแย่ เพราะว่าเสียขวัญกันหมด ”

3.       การสนับสนุนความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลข้างเคียง  ไม่ว่ารถส่งต่อ  การประสานเพื่อเตรียมรับผู้ป่วยฉุกเฉิน   กำลังใจที่ได้รับจากทางโทรศัพท์ที่มาถามข่าวคราวนั้นก็ช่วยให้ความรู้สึกในการทำงานในยามวิกฤตดีขึ้นอย่างมาก   ส่วนใหญ่มาจากโรงพยาบาลข้างเคียงและเพื่อนแพทย์ในชมรมแพทย์ชนบท  

4.       ในช่วงกลางคืน มีผู้สื่อข่าว มาเต็มโรงพยาบาล  แต่ละคนจะขอข้อมูลมากมาย  วุ่นวายมาก  ทางโรงพยาบาลตากใบจึงแก้ปัญหาโดยประสานกับทาง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด  และแจ้งกับนักข่าวว่า  โรงพยาบาลไม่มีสิทธิให้ข่าว  ให้โทรศัพท์หรือติดต่อสัมภาษณ์จาก นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเท่านั้น   ซึ่งก็สามารถลดความกดดันในการให้ข่าวและความวุ่นวายอันเนื่องมาจากผู้สื่อข่าวได้มาก

5.       หลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม  ได้มีข่าวลือว่ามีคนตายมากจากการสลายการชุมนุม  เพื่อต้องการทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างไทยพุทธกับไทยมุสลิมให้มากขึ้น  แม้กระทั่งในโรงพยาบาล มีการปล่อยข่าวลือเยอะมาก ต้องพยายามเช็คข่าวลือ เพื่อให้ทราบความจริง มิเช่นนั้นโรงพยาบาลก็จะเป็นแหล่งแพร่ข่าวลือที่เป็นเท็จไปด้วย

6.        กรรมการสิทธิมนุษยชนได้ลงมาเยี่ยมผู้ป่วยที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตากใบ  โดยไม่มีการประสานมาล่วงหน้า  ซึ่งโชคดีที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอยู่ในโรงพยาบาลทำให้สามารถประสานงานและจัดการดูแลได้อย่างเหมาะสม   แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนก็คือ  เมื่อกรรมการสิทธิได้ไปซักถามข้อมูลจากคนไข้นั้น  เขาได้ให้ข้อมูลกรรมการสิทธิฯเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น เพราะยังไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า  คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ากรรมการสิทธิฯคือใคร ต่างจากข้อมูลที่บอกกับหมอ ซึ่งละเอียดและเป็นข้อมูลจริงมากกว่า  

7.       หลังจากเหตุการณ์การสลายม็อบ  มีเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่จากหลากหลายทบวงกรมมาเยอะมาก  มาเยี่ยมบ้าง  มาขอข้อมูลบ้าง  โทรศัพท์ที่เข้ามาสอบถามก็เยอะมาก  จนไม่รู้ว่าใครเป็นตัวจริงตัวปลอม 

 

ในสถานการณ์วิกฤตเช่นกรณีของการชุมนุมที่อำเภอตากใบนั้น   โรงพยาบาลในบทบาทแนวหลังควรเน้นการตั้งรับในที่ตั้ง   เตรียมความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยผู้บาดเจ็บทุกคนที่ถูกส่งเข้ามาให้ดีที่สุดตามแนวของแผนการรับอุบัติเหตุหมู่  ในยามวิกฤตนอกจากมีผู้อำนวยการเป็นผู้สั่งการแล้ว  ยังควรมีผู้ที่ดูแลรับผิดชอบจัดการข้อมูลผู้บาดเจ็บที่มารับบริการในโรงพยาบาล    มีผู้ประสานงานกับหน่วยงานภายนอกที่เข้ามา    มีการดูแลขวัญกำลังใจซึ่งกันและกัน  และขอกำลังสนับสนุนจากหน่วยงานข้างเคียงตามความเหมาะสม

 

4.  บทเรียนจากโรงพยาบาลรือเสาะ   จังหวัดนราธิวาส

โดย  นพ.อดุลย์  เร็งมา   ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรือเสาะ

 

                โรงพยาบาลรือเสาะ  จังหวัดนราธิวาส  เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง  ตั้งห่างออกมาจากตัวอำเภอออกมา  อยู่โดดเดี่ยวล้อมรอบด้วยสวนยางไม่มีบ้านคนในละแวกใกล้เคียงเลย   ดูแลประชากรจำนวน 9 ตำบล 71 หมู่บ้าน  รวมประชากรประมาณ 64,000 คน  เกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม  ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยาง  มีสถานีอนามัยในพื้นที่จำนวน 15 แห่ง  ณ.เดือนกุมภาพันธ์ 2548  โรงพยาบาลรือเสาะมีบุคลากรทั้งสิ้น 121  คน  เป็นแพทย์ 5 คน  ทันตแพทย์ 2 คน  เภสัชกร 4 คน  และพยาบาล 42 คน   

 

นพ. อดุลย์  เร็งมา   ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรือเสาะ  ได้นำเสนอบทเรียนที่เป็นประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบใน  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดังนี้

 

ที่ รพ.รือเสาะ นั้นมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น 2 ครั้ง โดยครั้งแรกนั้นมีผู้ก่อการร้ายยิงปืนจากถนนเข้ามาในโรงพยาบาลบริเวณป้อมยาม ปรากฏว่า  ยามของโรงพยาบาลนั้นถูกยิงบาดเจ็บ   หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น   เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก็ตัดสินใจนำกำลังเข้ามาดูแลความปลอดภัยในโรงพยาบาล  นำกระสอบทรายมากั้นเสริมที่ป้อมยามจนเป็นเหมือนบังเกอร์  ฝ่ายความมั่นคงได้อนุมัติให้มีปืนกรณีอยู่เวรยามได้ 

เหตุการณ์ครั้งที่  2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547  มีการนำศพชาวบ้านศพหนึ่งที่ถูกยิงเสียชีวิตห่างจากโรงพยาบาลประมาณ  3 กิโลเมตรมาชันสูตรที่โรงพยาบาล  อีกครึ่งชั่วโมงถัดมาขณะที่ตำรวจกำลังถอยรถตำรวจเพื่อไปล้างคราบเลือดจากศพนั้น ก็มีการยิงปืนมาจากสวนยางข้างโรงพยาบาล    ยิงถูกหลังคาป้อมยามและต้นสนที่ป้อมยามหักเป็นแถว   เป็นการยิงแนวระนาบ  จึงสั่งให้ปิดไฟ และทุกคนหมอบ   ตอนเช้าตรวจดู พบว่าเป็นกระสุนปืน M16 นับได้  25 นัด  ที่นี่ไม่มีการขู่แบบกะพ้อ  แต่ลงมือเลย ผลจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ขอย้ายกันระนาว  โชคดีไม่โดนคนไม่มีผู้บาดเจ็บ   แต่โดนจิตใจของเจ้าหน้าที่ทุกคนจนขวัญกระเจิง

องค์กรแพทย์ไร้พรมแดนได้เคยเข้ามาเยี่ยมดูสถานการณ์และโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่  เขาตั้งข้อสังเกตว่า    หลักการทางการแพทย์แล้ว  เราเป็นกลาง  เราจะดูแลรักษาพยาบาลทุกคนให้ดีที่สุด  ไม่สนใจว่าเป็นฝ่ายไหน เขาจึงแนะนำว่า ใครก็ตามที่เข้าเขตรักษาพยาบาลของโรงพยาบาล ต้องตรวจและปลดอาวุธทั้งหมด   โดยไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น  นี่คือหลักการที่เป็นสากล   แต่สำหรับในกรณีความไม่สงบในพื้นที่  3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น เราคงต้องลองคุยกันดู เพราะเราเป็นข้าราชการ จึงถูกเหมารวมไปแล้วว่าคือฝ่ายอำนาจรัฐที่อยู่ตรงข้ามกับกลุ่มผู้ก่อการไปแล้ว   ซึ่งต่างจากองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน ที่เป็นคนกลางจริงๆที่เข้าไปจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในพื้นที่สู้รบของอีก 2 ฝ่ายที่ตนไม่เกี่ยวข้อง 

ดังนั้นโรงพยาบาลคงต้องตัดสินใจเองว่า   โรงพยาบาลจะเป็นเขตปลอดอาวุธ มีบังเกอร์หรือป้อมยามข้างหน้าได้ แต่เข้าไปแล้ว ห้ามมีอาวุธปืน และมีป้ายบอกว่าเป็นเขตปลอดอาวุธ   หรือว่าในบางพื้นที่  ถ้ามีทหาร/ตำรวจเข้ามาอยู่ด้วย เจ้าหน้าที่จะรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยมากขึ้น   แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน   ดังนั้นแต่ละทุกฝ่ายในโรงพยาบาลคงต้องหารือกันให้ชัด ผู้อำนวยการอย่าตัดสินใจเองตามลำพัง

แต่สำหรับกรณีของโรงพยาบาลรือเสาะนั้น  ทางกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุข  จังหวัดชายแดนใต้ (กอ.สสส.จชต.) มีความเห็นว่า  สำหรับที่ตั้งของโรงพยาบาลรือเสาะนั้น  มีความโดดเดี่ยวสูงมาก  และเสี่ยงต่อการก่อการร้ายอย่างยิ่ง  ดังนั้นทาง กอ.สสส.จชต.จึงได้ส่งกำลังทหารเข้ามาควบคุมพื้นที่ทั้งในและรอบโรงพยาบาลทั้งหมด  มีการตั้งฐานปืนกลและบังเกอร์ในพื้นที่โรงพยาบาล  ซึ่งโรงพยาบาลไม่มีสิทธิเลือกว่าจะรับหรือไม่รับ  ฝ่ายทหารได้ตัดสินใจส่งกำลังมาประจำเพื่อความมั่นคงโดยไม่มีสิทธิปฏิเสธ

ช่วงแรก ๆที่มีทหารมาอยู่ก็มีคนคัดค้าน แต่เราพบว่าทหารมาอยู่นั้นในที่สุดทำให้เรารู้สึกดี  เขาตรวจตราละเอียดมากทุกซอกทุกมุม   หากเปรียบเทียบระหว่างตำรวจและทหารแล้ว  ความเข้มแข็งและวินัยของทหารดีกว่ามาก  ตำรวจมาเฝ้าก็เหมือนมาดูทีวี  แต่ทหารไม่ใช่  เขาอยู่ที่หน้าบังเกอร์สายตามองส่ายไปมาอย่างระแวดระวัง  ในปัจจุบันนั้นการมีทหารตั้งฐานในโรงพยาบาลนั้น  ทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนั้นมีความอุ่นใจขึ้น  เป็นบวกมากกว่าลบ  นับเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดที่มีหน่วยกำลังไปตั้งฐานคุ้มกันโรงพยาบาล

 

บทสรุปของทั้ง 4 บทเรียน

               

                จากบทเรียนของทั้ง  4 โรงพยาบาลชุมชนในท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น  หัวใจของทุกโรงพยาบาลไม่เฉพาะ 4  แห่งนี้  คือการรักษาขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในทุกวิชาชีพให้ดีที่สุด  เพราะหากขาดขวัญกำลังใจแล้ว  กำลังคนในระบบสาธารณสุขในพื้นที่ก็จะทยอยกันย้ายออกนอกพื้นที่เสี่ยง  ซึ่งแน่นอนว่าในสถานการณ์เช่นนี้ยากที่จะมีวิชาชีพใดย้ายเข้ามาทดแทนคนที่ย้ายออกไป   หากย้ายออกจำนวนมาก  กำลังคนที่เหลือน้อยลงย่อมต้องรับภาระงานที่หนักขึ้น  ไหนจะความเครียดจากสถานการณ์ความไม่สงบ   อีกทั้งยังต้องรับภาระงานที่หนักขึ้นจากผู้รับบริการที่มากขึ้นและเพื่อนร่วมงานที่ลดน้อยลง  สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่วงจรแห่งความล่มสลายของคุณภาพมาตรฐานในระบบสุขภาพในพื้นที่  เพราะในภาวะเช่นนั้น  การย้ายออกจากพื้นที่จะตามมาเป็นลูกโซ่เป็นวงจรที่ยากจะหยุดได้ 

ดังนั้นการตัดวงจรการโยกย้ายด้วยการวางระบบการดูแลกันเองในโรงพยาบาล  การสร้างขวัญกำลังใจ  การเสริมสร้างคุณค่าในการความเสียสละทำงานในสถานการณ์ที่ยากลำบาก  เพื่อรอวันที่สถานการณ์จะดีขึ้น  ย่อมเป็นภารกิจหลักที่สำคัญยิ่งของทุกโรงพยาบาลในการธำรงไว้ซึ่งระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพของอำเภอนั้น

                 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปิยะ  กิจถาวร จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานีได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจยิ่งในวงสัมมนาว่า  หลักการสำคัญในวันนี้สำหรับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลแล้วมีเพียง  2 ข้อคือ “ ให้พึ่งตนเองและให้พึ่งกันเอง  ”  ประคับประคององค์กรและงานบริการในช่วงเวลาวิกฤตไปให้ได้อีกสัก  2 ปี เป็นอย่างน้อย  เชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น  เพราะการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนด้วยความรุนแรงเช่นนี้นั้น  ในประวัติศาสตร์ของทั่วโลกแล้ว  ล้วนแต่พ่ายแพ้  เพราะประชาชนทุกฝ่ายในที่สุดจะไม่เห็นด้วย  นอกเสียจากว่าขบวนการดังกล่าวจะหันกลับมาต่อสู้ในวิถีทางทางการเมืองด้วยสันติวิธีเท่านั้น    

                บทเรียนจาก  4  โรงพยาบาลชุมชนในสถานการณ์ไฟใต้ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีการวางระเบิดหรือยิงรายวันเช่นนี้  ยังคงมีความเคลื่อนไหวในเพื่อการแสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหาของทุกโรงพยาบาลชุมชนใน  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ  5  ชายแดนของจังหวัดสงขลาต่อไป   บทเรียนที่นำเสนอนี้จึงเป็นเพียงบทแรกๆในอีกหลายบทที่ควรค่าแก่การบันทึก  เพื่อให้ความทุ่มเทและเสียสละของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในทุกวิชาชีพในพื้นที่นี้ได้รับการกล่าวขาน และเป็นบทเรียนที่หาได้ยากซึ่งควรค่าแก่การเรียนรู้สำหรับวงการสาธารณสุขในอนาคต  

 

@@@@@@@@@@@@@@@@@@