แนวคิดใหม่ การฟื้นฟูจิตใจประชาชน 6 จังหวัดภาคใต้

 

โดย นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศาสติ์ และพระไพศาล วิสาโล

 

ในอดีตภาครัฐ องค์กรช่วยเหลือรวมทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ประสพมหันตภัย นอกเหนือจากการช่วยเหลือทางกายภาพแล้วก็มักจะให้ความสำคัญกับการเยียวยาทางจิตใจ โดยเฉพาะการรับฟัง การให้ระบายความในใจ การให้กำลังใจตลอดจนการให้ผู้ประสพภัยคิดวางแผนว่าด้วยการหาทางออกในอนาคตของตนเอง จะเห็นได้ว่าการดำเนินลักษณะดังกล่าวจะมีจุดเน้น 3 ประการคือ

 

1.การปรับตัวของบุคคล

 

2.การผ่านพ้นวิกฤตเฉพาะหน้า

 

3.เป็นการช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของภัยพิบัติ

 

แต่ภายหลังจากประสบการณ์การติดตามศึกษาวิจัยประชาชนที่ได้รับภัยพิบัติในประเทศต่างๆ ทำให้ได้มีข้อค้นพบว่าการช่วยเหลือรายบุคคลในวิกฤตเฉพาะหน้านั้นอาจจะมีปัญหาหลายประการ คือ

 

1.ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก

 

2.ใช้กำลังผู้เชี่ยวชาญมากเพราะเป็นการดูแลรายบุคคล ถึงกระนั้นก็ยังไม่ทั่วถึงและไม่ต่อเนื่อง

 

3.แม้ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือเหล่านั้นจะมีอาการดีขึ้นแต่การปรับตัวในระยะยาวก็อาจจะเกิดปัญหาได้

 

4.ในการเกิดภัยพิบัติกับคนหมู่มาก โดยเฉพาะมีผลกระทบทั้งชุมชนภายหลังเหตุการณ์มักจะมีปัญหาการปรับตัวทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียชุมชนและสังคมที่ตนเคยใช้ชีวิตอยู่มักจะนำไปสู่ปัญหาสังคม เช่น ปัญหาครอบครัว ยาเสพติด อาชญากรรม เป็นต้น

 

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นได้ชัดว่าจะต้องมีการปรับกระบวนทัศน์หรือสร้างแนวคิดใหม่ในการฟื้นฟูจิตใจประชาชน กระบวนทัศน์ใหม่ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

 

1.ใช้ทุนสังคมที่มีอยู่ให้มากที่สุดในการช่วยเหลือ

 

2.เปลี่ยนสถานภาพจากเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเป็นผู้ร่วมกอบกู้วิกฤต

 

3.ฟื้นฟูจิตใจในปริมาณของครอบครัวและชุมชนและอาศัยผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น

 

4.ประสานการฟื้นฟูจิตใจของบุคคลเข้ากับการฟื้นฟูชุมชน

 

1.ใช้ทุนสังคมที่มีอยู่ให้มากที่สุดในการช่วยเหลือ

 

ภาวะทางจิตใจหลังภัยพิบัตินั้นจะแสดงออกใน 2 ระดับ ในระดับแรกจะเป็นเพียงปัญหาในการปรับตัว ซึ่งมักจะเกิดกับผู้ที่ได้รับผลที่ไม่รุนแรงจนเกินไป โดยที่การสูญเสียมีผลกระทบกับตนเองในระดับที่คนทั่วไปสามารถเผชิญได้

 

แต่ในระดับที่ 2 จะเป็นการเกิดบาดแผลทางใจ เพราะเหตุการณ์ได้สร้างผลกระทบกระเทือนทางจิตใจสูง เช่น เผชิญภาพเหตุการณ์ที่น่ากลัว สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปต่อหน้าต่อตาหรือสูญเสียหลายๆ อย่างๆ ไปพร้อมทั้งครอบครัว บ้านเรือน เครื่องมือประกอบอาชีพ เป็นต้น

 

นอกเหนือจากความรุนแรงที่ประประสพเป็น 2 ระดับแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะกระทบกับการปรับตัวก็คือ

 

-วัย เด็กๆ จะมีบาดแผลทางใจมากและปรับตัวได้ยากกว่าผู้ใหญ่ เพราะการขาดประสบการณ์ชีวิต ดังนั้นเด็กๆ จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับผู้สูงอายุซึ่งมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวน้อยกว่า

 

-บุคลิกพื้นฐาน คนที่มีลักษณะพึ่งพามีอารมณ์อ่อนไหว ชอบโทษคนอื่นและยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ยาก ก็จะเกิดอาการที่รุนแรงกว่า

 

อาการที่พบในรายที่รุนแรงอาจจะเกิดขึ้นระหว่างเหตุการณ์ทันที แต่ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป 1-2 สัปดาห์ เพราะในช่วงแรกบุคคลยังอยู่ในช่วงค้นหาสมาชิกในครอบครัวสำรวจความเสียหาย ฯลฯ

 

อาการที่เกิดขึ้นในรายที่ไม่รุนแรงก็อาจจะเกิดปัญหาการปรับตัวในลักษณะอารมณ์เศร้าหรือวิตกกังวล

 

แต่ถ้าหากรุนแรงดังนี้เกิดบาดแผลทางใจดังที่กล่าวข้างต้นจะแสดงอาการ 3 ประการ คือ

 

ประการแรก การยังรู้สึกถึงเหตุการณ์นั้น ในลักษณะเป็นภาพติดตา อาจจะในยามหลับหรือในเวลาตื่น ปฏิกิริยาทางจิตใจนั้นอาจจะขยายไปสู่เหตุการณ์อื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน เช่น เวลาได้ยินเสียงดัง เวลาชมภาพข่าวเหตุการณ์ หรือเห็นผู้ประสบเหตุอื่น

 

ประการที่สอง บุคคลนั้นพยามหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ใดก็ตามที่โยงกับภัยพิบัตินั้น หรือตอบสนองอย่างชาเย็น เช่น ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่พูดถึง เป็นต้น

 

ประการสุดท้าย จะมีอาการที่แสดงถึงความหวาดวิตก จิตใจที่สั่นคลอนได้ง่าย ภาวะหดหู่หรือขาดความมั่นคงทางจิตใจ

 

เนื่องจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก การที่หวังว่าจะมีการช่วยเหลือได้ทั่วถึงจากวิชาชีพ เช่น จิตแพทย์ หรือบุคลากรทางสุขภาพจิตย่อมเป็นไปได้ยาก การช่วยเหลือที่สำคัญจึงควรมาจากทุนสังคมที่มีอยู่ เช่น

 

-จากคนในครอบครัวเดียวกัน ผู้ที่มีความสามารถในการปรับตัวได้ดีกว่าก็ช่วยเหลือด้วยการรับฟัง ปลอบโยน ให้กำลังใจคนอื่น

 

-อาศัยคนในชุมชนเดียวกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าหรือมีจิตใจเข้มแข็งกว่าก็สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้

 

-ใช้พลังของอาสาสมัครที่อยู่ต่างชุมชน แต่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันซึ่งสามารถให้การช่วยเหลือได้ต่อเนื่อง และเข้าถึงได้ดีกว่า เช่น สามารถไปเยี่ยมบ้านได้ เป็นต้น

 

ทุนสังคมที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ทุนทางความคิด ซึ่งในวิถีชุมชนมักมีที่มาจากศาสนา คนไทยไม่ว่าศาสนาใดจะมีรากฐานความศรัทธาทางศาสนาที่จะช่วยให้ยอมรับความเป็นจริงได้ง่าย เช่น

 

-พุทธศาสนา เน้นว่าการสูญเสียเป็นเรื่องอนิจจัง หรือเป็นเรื่องของกรรม

 

-ศาสนาอิสลามหรือศาสนาคริสต์ ยอมรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า

 

นอกเหนือจากนั้นพิธีกรรมของชุมชน ที่อิงศาสนาหรือประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนก็เป็นทุนสังคมที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางจิตใจได้มาก เช่น การสวดมนต์หรือละหมาดร่วมกัน การทำบุญตามหลักศาสนานั้นๆ เป็นต้น

 

2.เปลี่ยนสถานภาพจากเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเป็นผู้ร่วมกอบกู้วิกฤต

 

ในทางจิตวิทยาพบว่าการจมปลักอยู่กับความรู้สึกสูญเสีย เจ็บปวด ขมขื่น จะทำให้คนเราปรับตัวได้แย่ลง

 

ในทางตรงข้ามหากคนที่ประสพภัยพิบัติได้ทำในสิ่งที่สร้างความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ากับผู้อื่นและสังคมก็จะช่วยเหลือเยียวยาจิตใจได้ดีกว่า

 

เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้ามเพราะมุ่งแต่การช่วยเหลือจากภายนอก จนลืมพลังของผู้ที่ประสพเหตุเอง

 

สิ่งที่สำคัญก็คือ การให้ผู้ประสพภัยพิบัติได้จัดตั้งกันขึ้นมาจัดการและดำเนินการช่วยเหลือกันเอง

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ในค่ายพักชั่วคราว มักจะเห็นภาพที่ข้าวของบริจาคถูกวางไว้อย่างไร้ระเบียบ ผู้คนมายื้อแย่งข้าวของและและบางทีก็เป็นคนที่ไม่ได้รับภัยพิบัติ ทั้งนี้เพราะฝ่ายราชการก็มีภาระเต็มมือจนไม่สามารถมาจัดการได้

 

สิ่งที่ควรกระทำก็คือ ให้ผู้ประสพภัยจัดตั้งกันขึ้นมาเป็นกรรมการ แบ่งหน้าที่กันดูแล จัดระเบียบข้าวของ จัดทำข้อมูลความต้องการ แจกจ่ายข้าวของอย่างเป็นระบบ

 

3.ฟื้นฟูจิตใจในบริบทของครอบครัวและชุมชน

 

การเยียวยาจิตใจที่ดีที่สุดก็คือการอยู่ในบรรยากาศของครอบครัวและชุมชนที่ตนรู้จักและคุ้นเคย มากกว่าจะมาอยู่แปลกที่แปลกถิ่น เพราะในครอบครัวและชุมชนคนเราจะรู้สึกว่าตนเป็นฝ่ายคิดฝ่ายกระทำมากกว่าเป็นฝ่ายงอมืองอเท้า ดังนั้น หากเป็นไปได้การให้ประชาชนได้มีโอกาสรวมครอบครัวกลับไปฟื้นฟูบ้านเรือนในเบื้องต้นและเชื่อมโยงกันเป็นชุมชน โดยการช่วยเหลือสนับสนุนทั้งหลายก็ผ่านการจัดการของชุมชนไปสู่ครอบครัว ก็จะช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจได้ดีกว่าทั้งระยะสั้นและระยะยาวมาก การสร้างค่ายพักถาวรที่แยกครอบครัวออกจากชุมชนพึงหลีกเลี่ยงหากมิได้มีความจำเป็นจริงๆ และควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำงาน เช่น การสร้างบ้าน การออกแบบและการดำเนินการก็ให้เป็นไปโดยการร่วมคือ ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำของชาวบ้าน มากกว่าจะไปสร้างบ้านสำเร็จรูป

 

อย่างไรก็ตาม ในงานกรณีที่บุคคลไม่สามารถปรับตัวได้โดยกระบวนการครอบครัวและชุมชน การพึ่งพาวิชาชีพ เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ก็มีความจำเป็น เช่น

 

-ผู้ที่มีอารมณ์เศร้า หลายๆ สัปดาห์ มีความคิดท้อแท้สิ้นหวังจนไม่อยากมีชีวิตอยู่หรือคิดฆ่าตัวตาย

 

-ผู้ที่กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่สามารถลืมเหตุการณ์ได้เป็นเวลาหลายๆ วัน

 

-มีอาการซึม เงียบ เก็บกด ไม่ตอบสนองต่อการปลอบโยนของญาติพี่น้อง

 

-มีอาการทางจิต เอะอะโวยวาย เห็นภาพหลอน หวาดระแวง ฯลฯ

 

-เด็กหรือผู้สูญเสียที่ไม่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้องดูแลอย่างใกล้ชิด ต้องอยู่อาศัยอย่างโดดเดี่ยว

 

บุคคลเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่สมาชิกครอบครัว หรือผู้นำชุมชนจะต้องตระหนักว่าเป็นเรื่องของอาการเจ็บป่วย หรือสภาวะสังคมที่ต้องการความช่วยเหลือจากวิชาชีพไปด้วยกันจึงจะได้ผล

 

4.ประสานการฟื้นฟูจิตใจเข้ากับการฟื้นฟูชุมชน

 

การปรับตัวในระยะยาว

 

หลังจากที่บาดแผลทางจิตใจได้รับการเยียวยาแล้ว การปรับตัวในระยะต่อไปจะเป็นเรื่องของการปรับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ ซึ่งอยู่ในบริบทของชุมชนและสังคม ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ธรณีพิบัติหนนี้เกิดขึ้นกับทั้งชุมชน คนในชุมชนต้องอพยพออกจากที่อยู่ชั่วคราว บ้านเรือนพังทลาย สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เช่น ทางน้ำเปลี่ยน แนวปะการังถูกทำลาย ป่าไม้เสียหาย เป็นต้น

 

ประชาชนจะเผชิญทางสองแพ่ง กล่าวคือ ถ้ากลับไปที่เก่า ก็อาจจะไม่สามารถดำรงวิถี ชีวิตและประกอบอาชีพดังเดิมได้

 

ขณะเดียวกัน ถ้าหากหาทางออกที่ทำให้เกิดการสูญเสียชุมชนและสังคมที่ตนเติบโตมา โดยการอพยพไปประกอบอาชีพและใช้ชีวิตแบบใหม่ ก็จะนำมาซึ่งปัญหาสังคมที่รุนแรงยิ่งกว่า เช่น ครอบครัวแตกแยก ลูกโดยเฉพาะวัยรุ่นมีปัญหา การปรับตัวที่ไม่ดีจะนำไปสู่การ ติดสุรา ยาเสพติด และการก่ออาชญากรรม เป็นต้น

 

แนวทางในการปรับตัวในระยะนี้ที่สำคัญก็คือ

 

4.1 การรวมพลังภายในชุมชน อาศัยวิกฤตของความยากลำบากที่ทำให้ทุกคนรักกันมากขึ้น มาช่วยกันพิจารณาหาทางออก การฟื้นฟูชุมชนยังเป็นทางออกที่เป็นไปได้ ก็จะต้องสามัคคีกันในการวางแผน การประสานขอความช่วยเหลือและความสนับสนุนที่จำเป็นจากภายนอก และการดำเนินงานอย่างมุ่งมั่น ผู้นำชุมชนจะต้องมีบทบาทสำคัญในการรวมพลังดังกล่าว

 

4.2 การรวมพลังทั้งสังคม โดยเฉพาะพลังจากภาคธุรกิจเอกชนและประชาชนในเมือง ในการนี้จะต้องจัดทำโครงการฟื้นฟูระยะยาวเป็นการระดมทรัพยากรจากภาคเมืองมาสู่ภาคชนบทที่ประสบเหตุ พลังที่สำคัญยิ่งอีกพลังหนึ่งคือพลังจากประชาชนคนหนุ่มสาว ในสถานศึกษาและมหาวิทยาลัย

 

การที่ได้เข้ามาเรียนรู้และช่วยพัฒนาฟื้นฟูชุมชน โดยให้เยาวชนทั้งจากในสังคมใหญ่และจากชุมชนที่ประสบภัยพิบัติ ได้มีโอกาสเรียนรู้และทำงานร่วมกัน ต่อไปพลังเยาชนเหล่านี้จะสามารถเติบโตใหญ่เป็นขบวนการของคนหนุ่มสาว ที่มีจุดยืนเพื่อสังคม แทนที่จะใช้พลังไปในทางสนุกสนาน ฟุ้งเฟ้อ หรือเพื่อตนเองอย่างที่ผ่านมา

 

4.3 การประสานกับภาครัฐ เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูชุมชนจะต้องทำความเข้าใจกับภาครัฐบางส่วน ที่อาจจะใช้วิธีง่ายๆ แต่สร้างปัญหาในภายหลัง เช่น การให้ค่าชดเชยแต่ยึดคืนที่ดิน การให้ที่พักพิงระยะยาวโดยไม่ให้เตรียมการให้ประชาชนพึ่งตนเอง และรักษาความเป็นชุมชนไว้ได้

 

ควรสร้างความร่วมมือในการระดมทรัพยากรด้านต่างๆ ของรัฐ มาช่วยฟื้นฟูชุมชน รวมทั้งให้มีนโยบายที่เกื้อหนุนการฟื้นฟูชุมชน เช่น การขยายการลดหย่อนภาษี ให้ครอบคลุมการบริจาคให้กับโครงการต่อเนื่องต่างๆ ที่เอกชนและประชาชนสนับสนุนชุมชน

 

โอกาสในการพัฒนา

 

กรณีภัยพิบัติครั้งนี้ แม้จะเป็นโศกนาฏกรรมที่นำความสูญเสีย และความเศร้าสลดไปทั่ว ไม่เพียงแต่ผู้ที่ได้รับภัยพิบัติโดยตรงในหกจังหวัดภาคใต้เท่านั้น แต่ยังความรู้สึกร่วมต่อการสูญเสียและพร้อมจะช่วยเหลือของคนในชาติหรือแม้กระทั่งประชาชนในต่างประเทศ แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง

 

วิกฤตอันดับแรก ก็คือ วิกฤตทางจิตใจของผู้ที่ได้รับภัยพิบัติดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งโอกาสอันสำคัญกล่าวสำหรับผู้ได้รับภัยก็คือ การพัฒนาและยกระดับจิตใจของตนไปสู่ความเห็นใจในเพื่อนผู้ร่วมทุกข์ภัยเดียวกันจนสามารถมองข้ามความแตกต่างในทางฐานะ เชื้อชาติ และศาสนา การเห็นชัดในความไม่เที่ยงธรรมให้ลดความยึดติดในสิ่งที่เป็นตัวเราของเราและหันมาใส่ใจในการทำประโยชน์กับชุมชนและสังคมมากขึ้น

 

การจะแปลงให้เป็นโอกาสเหล่านี้ได้ จะต้องอาศัยเครื่องมือสำคัญก็คือการได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และการเรียนรู้ร่วมคิดกับผู้ประสบเหตุการณ์ การพัฒนาจิตใจตามแนวทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็น พุทธ คริสต์ อิสลาม และการได้มีโอกาส เป็นผู้ร่วมกอบกู้วิกฤตในการฟื้นฟูสภาพ

 

วิกฤตอันดับที่สอง ก็คือ วิกฤตทางสังคม อันอาจนำไปสู่การสูญสลายทางสังคม โดยเฉพาะหมู่บ้าน หรือชุมชน ที่ได้รับภัยพิบัติทั้งชุมชน มีความเป็นไปได้ที่จะถูกจัดการที่ดินใหม่ทรัพยากรธรรมชาติเปลี่ยนแปลงจนไม่สามารถดำรงอาชีพและชีวิตแบบเดิม การต้องแยกออกจากครอบครัวและชุมชน เพื่อไปหางานทำใหม่ รวมทั้งผลจากการได้รับค่าชดเชย แล้วนำไปสู่การหาทางออกนอกสังคมเดิม เป็นต้น

 

การที่มนุษย์ต่างสูญเสียความผูกพันต่อครอบครัว และชุมชนเดิมของตน จะไม่เพียงแต่เป็นส่วนที่ทำให้การปรับตัวแย่ลงเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมา เช่น การหย่าร้าง การใช้ความรุนแรง การติดสุรา ยาเสพติด และอาชญากรรม เป็นต้น วิกฤตในลักษณะเช่นนี้จะได้รับการคลี่คลายไปได้ ก็ต้องอาศัย

 

ประการที่หนึ่ง พลังจากผู้นำชุมชน

 

ประการที่สอง การวางแผนและดำเนินการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนที่ได้รับภัยพิบัติตั้งแต่ต้น

 

ประการสุดท้าย คือ การจัดการในการช่วยเหลือสนับสนุนชุมชนในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน(เช่น การว่าจ้างแรงงานชุมชนในการปรับสภาพแวดล้อมระยะแรก) ทั้งนี้ ต้องอาศัยการสนับสนุนด้านนโยบายและทรัพยากรจากรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งต้องอาศัยการต่อรองด้วย และที่สำคัญก็คือการสนับสนุนจากภาคสังคม ซึ่งควรมีการเคลื่อนไหวทางสังคมให้มีโครงการต่อเนื่อง อันน่าจะสำคัญยิ่งกว่าการช่วยเหลือแบบสงเคราะห์ในช่วงต้นเสียด้วยซ้ำ

 

มหันตภัยครั้งนี้ แม้จะเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่สังคมไทยเคยเผชิญมา แต่ก็เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการรวมพลังคนไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่ลืมมิติทางจิตใจ

 

มติชนรายวัน วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9806

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon.php?s_tag=01act03140148&show=1&sectionid=0130&day=2005/01/14