เด็กและวัยรุ่นหลังภัยพิบัติ

นายแพทย์ประเสริฐ  ผลิตผลการพิมพ์

 

                        หลังภัยพิบัติหรือเหตุการณ์รุนแรงใดๆ  ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว  คลื่นยักษ์ น้ำท่วม  พายุ  หรืออุบัติภัย เช่น ไฟไหม้ รถชน เครื่องบินตก เรือล่ม โรงงานระเบิด  แก๊สระเบิด  หรือภัยสงคราม  รวมทั้งภยันตรายรุนแรงเฉพาะตัว เช่น ถูกทำร้ายร่างกาย  ถูกข่มขืน  ถูกจับเป็นตัวประกัน   เหยื่อที่รอดชีวิตจำนวนหนึ่งอาจจะป่วยด้วยโรค Post-Traumatic Stress Disorder เขียนย่อว่า PTSD

                        อาการที่พบบ่อยที่สุดคือเฉยเมย   แยกตัว    ไม่สนใจที่จะสมาคมกับญาติหรือเพื่อนๆที่คุ้นเคย  ไม่สนุกกับกิจกรรมที่เคยชอบ   ขี้หงุดหงิด   นอนไม่หลับ     ฝันร้ายบ่อย  และบางรายมี flashback คือเห็นภาพหรือได้ยินเสียงเหตุร้ายนั้นซ้ำๆ   หลายคนจะรู้สึกผิดที่ตนเองรอดชีวิต  ดังที่เรียกว่า survival guilt   

                        PTSDสามารถเกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่มอายุ    อย่างไรก็ตามพบว่าเด็กและวัยรุ่นจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากกว่าเพื่อน      ความรุนแรงที่กระทำต่อเด็กนั้นเปรียบได้เหมือนการกรีดมีดลงบนเนื้อตัวของเด็กทำให้เกิดบาดแผลและแผลเป็น      แผลเป็นนี้จะรบกวนพัฒนาการบุคลิกภาพในระดับต่างๆนับจากนั้น    

หากใช้พัฒนาการทางบุคลิกภาพของ Erik Erikson เป็นหลัก     อีริคสันเปรียบ

พัฒนาการบุคลิกภาพของมนุษย์เหมือนขั้นบันไดซึ่งจะมีทั้งหมด 8 ขั้นตั้งแต่แรกเกิดจนตาย     เด็กและวัยรุ่นซึ่งยาวเพียง 18 ปีจะเป็นบันได 5 ขั้นแรก    อายุขัยที่เหลือเป็นบันได 3 ขั้นหลัง   

 แผลเป็นที่เกิดขึ้นจากการกระทำรุนแรงต่อเด็กจะรบกวนการก้าวเดินขึ้นบันไดทั้ง

5 ขั้นนั้น    อาจจะขึ้นไปช้ากว่าปกติ    อ้อยอิ่งอยู่กับที่   ถดถอยกลับลงมา    หรือติดขัดที่บันไดขั้นใดขั้นหนึ่งไม่ยอมไปไหนอีกเลย

                        ในกรณีภัยพิบัติทางธรรมชาติ     รวมทั้งคลื่นยักษ์สึนามิในครั้งนี้   มิเพียงเด็กๆจะประสบเหตุการณ์รุนแรง    แต่เด็กจำนวนมากสูญเสียคุณพ่อหรือคุณแม่    บางคนเห็นคุณพ่อคุณแม่หายไปกับตา    เด็กจำนวนมากกำพร้าทั้งคุณพ่อคุณแม่อย่างเฉียบพลัน     

บันไดพัฒนาการจึงมิได้เพียงมีแผลสดในวันนี้และจะเกิดแผลเป็นในวันข้างหน้า

แต่ยังขาดผู้ชี้นำและเทียนส่องทางแห่งชีวิตไปอีกด้วย      อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติธรรมชาติ

                        มีรายงานบอกว่าร้อยละ 27-100 ของเด็กที่พบภยันตรายรุนแรงจะป่วยด้วยโรค PTSD ในภายหลัง     โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นความรุนแรงที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่น ถูกจับเป็นตัวประกัน  ถูกข่มขืน  หรือเหตุการณ์มือปืนกราดยิงผู้คนในโรงเรียนจะก่อผลเสียหายร้ายแรงกว่าเหตุร้ายตามธรรมชาติ      

                        นอกเหนือจากโรค PTSD แล้ว   เด็กๆยังสามารถเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตอื่นๆ  ที่พบบ่อย  คือ โรคสมาธิสั้น(Attention Deficit Hyperactive Disorder)    โรคอารมณ์เศร้า(Major Depression)   และบุคลิกภาพผิดปกติชนิดบอร์เดอร์ไลน์(Borderline Personality Disorder)  เหตุทำร้ายร่างกายหรือละเมิดทางเพศต่อเด็กซ้ำๆจะทำให้เกิดบุคลิกภาพผิดปกติชนิดบอร์เดอร์ไลน์ได้มากกว่าเพื่อน

                        สำหรับกรณีภัยพิบัติทางธรรมชาติ     ก่อนที่เด็กจะปรากฏอาการของโรค PTSD หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆเต็มรูปแบบ     เด็กๆก็ต้องผ่านช่วงเวลายากลำบากช่วงหนึ่งซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่สังคมควรตระหนักแล้วรีบเข้าไปช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว     เป็นระบบ   ทั่วถึง    และทันท่วงที    เพื่อที่จะป้องกันหรือลดความเสียหายระยะยาวที่จะติดตามมา

                        โดยมีข้อควรสนใจแยกตามกลุ่มอายุดังนี้

 

1-กลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี      ขอให้รู้ว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือความกลัวว่าคุณพ่อคุณแม่จะหายไป     หากเด็กสูญเสียคนใดคนหนึ่งไปแล้วความกลัวว่าอีกคนหนึ่งจะหายไปด้วยก็จะรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ    

หลังเหตุร้ายและหลังจากผ่านระยะช็อคหรือเฉยเมยไปแล้ว     เด็กอาจจะมีพฤติกรรมถดถอย      โดยขอให้แม่อยู่ใกล้ตลอดเวลา    ร้องไห้  งอแง   ไม่ยอมให้คุณแม่คลาดสายตา    กลับไปดูดนิ้วหรือติดขวดนม  ติดตุ๊กตา  ติดผ้าห่มอีกครั้งหนึ่ง      ที่ไม่เคยปัสสาวะรดที่นอนก็อาจจะปัสสาวะรดที่นอน      ที่ไม่เคยกลัวความมืดก็จะกลัว     ที่เคยนอนปิดไฟได้กลับจะขอให้เปิดไฟไว้ตลอดคืน    ที่เคยไปโรงเรียนหรือเนอร์สเซอรี่โดยง่ายก็อาจจะไม่ยอมไปโรงเรียนหรือเนอร์สเซอรี่อีก      

อย่าลืมว่าเด็กเล็กยังมิได้เข้าใจกระบวนการและความหมายของความตายเหมือนผู้ใหญ่      กล่าวคือความตายเป็นกระบวนการที่มีสาเหตุ     เป็นที่สิ้นสุดและไม่ย้อนกลับ    ดังนั้นเป็นไปได้ว่าความคับข้องใจของพวกเขามิใช่เพียงรอคอยคุณพ่อหรือคุณแม่ที่สูญหายกลับมาหา      แต่ความคับข้องใจของพวกเขายังกินความถึงความไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรคุณพ่อคุณแม่ที่รักเขาอย่างยิ่งจึงทิ้งเขาไป   

ไหนเคยว่ารักเขามากที่สุดและสัญญาว่าจะดูแลเขาเล่นกับเขาตลอดกาล    ยามราตรีสวัสดิ์ก็ยังเคยพูด “Goodnight See You Tomorrow” อยู่ทุกค่ำคืน     แล้วเพราะอะไรจึงใจร้ายหายตัวไป

สำหรับเด็กเล็กซึ่งการใช้ภาษายังมีจำกัด       สิ่งที่ทำได้คือส่งเสริมให้เล่นมากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นที่เป็น free form คือไม่มีรูปแบบและเป็นอิสระ    เช่น    เล่นระบายสีมากขึ้น     เล่นดินเล่นทรายมากขึ้น    เล่นดินน้ำมันมากขึ้น    ให้ฉีกกระดาษและเล่นแป้งเปียกมากขึ้น    กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยได้มาก    เพราะสามารถระบายความคับข้องใจให้แก่พวกเขาได้เป็นอย่างดี

หากเป็นไปได้เด็กๆเหล่านี้ทุกคนควรได้พบกับนักจิตวิทยาโดยไม่มีเงื่อนไข    นักจิตวิทยาจะได้ช่วยแก้ไขความเสียหายและช่วยญาติๆวางแผนการแก้ไขและป้องกันความเสียหายระยะยาวอย่างถูกวิธีและเป็นระบบ

 

2-กลุ่มอายุ 6-10 ปี    ขอให้รู้ว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือความรู้สึกผิด   เด็กจะเฉยเมย  แยกตัว  ไม่สนใจการเรียน    ไม่ยอมไปโรงเรียน   

บังคับให้เรียนก็จะพบว่าเขาทำไม่ได้     ไม่ใช่เพราะขี้เกียจแต่เป็นเพราะสมาธิลดลง       หากเข้าไปเซ้าซี้ก็จะหงุดหงิด  ฉุนเฉียว  ระเบิดอารมณ์   มีปัญหาการนอน     ฝันร้าย   หวาดกลัว     ที่ไม่เคยปัสสาวะรดที่นอนก็จะปัสสาวะรดที่นอน      ที่เคยปัสสาวะรดที่นอนแล้วหายแล้วก็จะกลับมาปัสสาวะรดที่นอนอีก      หลายคนปรากฏอาการทางร่างกาย เช่น ปวดท้อง หรือท้องเดินอยู่เรื่อยๆ  พาไปตรวจที่โรงพยาบาลก็ไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน   

เด็กจะมีอาการทั้งถดถอยทั้งรู้สึกผิด    การไม่ยอมไปโรงเรียนเป็นอาการที่ถดถอยอย่างมากในเด็กวัยนี้    เพราะแสดงถึงความไม่มั่นใจว่าตนเองจะไม่พลัดพรากจากคุณพ่อคุณแม่อีก     ทำนองว่าหากไปโรงเรียนแล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะได้พบกันอีก    เป็นการถดถอยไปไกลถึงอายุประมาณก่อน 3 ขวบที่ซึ่ง “คุณพ่อคุณแม่” ยังเป็นอะไรที่แม้จะชัดเจนแต่ก็ไม่มั่นคง    

ส่วนความรู้สึกผิดนั้นแสดงออกด้วยอาการทางร่างกายเป็นสำคัญ   ทำนองว่าอาการปวดท้องหรืออาการต่างๆนานานั้นเป็นการลงโทษตนเองวิธีหนึ่ง

สำหรับเด็กโตซึ่งพอรู้ภาษาแล้ว      ผู้ใหญ่ควรอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เขาฟังอย่างชัดเจนและกระชับหนึ่งครั้ง      หลังจากนั้นเรื่องที่ควรทำคือปกป้องพวกเขาจากข่าวสารที่ก่อความสะเทือนใจเพิ่มเติม       สอนเขาอย่างตรงไปตรงมาว่าในช่วงเวลาเช่นนี้เขาไม่ควรนำตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่ก่อความสะเทือนใจโดยไม่จำเป็น    และเขามีสิทธิที่จะร้องไห้หรือโศกเศร้าเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่      มิใช่ความผิดปกติหรือความผิดแต่อย่างใดที่เขาจะรู้สึก “ไม่ดี” กับเรื่องที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ผู้ใหญ่บางท่านมักจะทำทั้งๆที่ไม่ควรทำคือผลักดันเด็กให้เข้มแข็งอย่างรวดเร็ว          อาจจะโดยการผลักดันให้เห็นภาพข่าวหรือปล่อยให้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุนานเกินความจำเป็น        สอนให้เข้มแข็งและไม่ให้ระบายออกโดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่โตแล้ว

ควรจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้แก่เด็ก      ผู้ใหญ่ควรสละเวลามาอยู่ใกล้ชิด   อยู่เป็นเพื่อน    และกอดบ่อยครั้งขึ้น     ทั้งหมดนี้เพื่อหยุดกระบวนการถดถอยทางจิตให้นิ่งอยู่กับที่ไม่ถดถอยมากไปกว่านั้นอีก      ซึ่งหากทำได้เด็กจะสามารถพัฒนาตนเองไปข้างหน้าอีกครั้งหนึ่งด้วยตนเองในภายหลัง

 

3-กลุ่มวัยรุ่น 12-17 ปี  ขอให้รู้ว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือความรู้สึกว่าตนเองไร้หนทางควบคุมเรื่องราวต่างๆนานา    

วัยรุ่นจะปรากฏอาการต่างๆนานาเต็มรูปแบบทั้งสามกลุ่มอาการดังที่เกิดกับผู้ใหญ่   นั่นคือ 1.avoidance คือแยกตัว  เฉยเมย    2.hyperarousal คือผวาง่าย    หงุดหงิดง่าย    3.intrusion คือฝันร้าย   มีประสบการณ์ flashback  

อาการแยกตัวอาจจะเป็นมากถึงกับไม่ยอมไปโรงเรียน      อาการหงุดหงิดง่ายอาจจะรุนแรงถึงการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม เช่น ควบคุมตนเองไม่ได้และทำลายขาวของ   อาการฝันร้ายอาจจะรุนแรงถึงขั้นสับสนในเวลากลางคืนเป็นบางขณะ

ประเด็นปัญหาของวัยรุ่นคือความรู้สึกว่าอะไรต่อมิอะไรอยู่เหนือการควบคุมของเขา       เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำได้คือช่วยให้เขารู้สึกว่าตนเองสามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ตามสมควร        อาจจะด้วยการเปิดโอกาสให้เขาเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องต่างๆนานาภายในบ้าน      เช่น   หากจะไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ก็ให้เขาเป็นผู้เลือกและตัดสินใจ      ให้เขาเป็นผู้เลือกและตัดสินใจว่าเย็นนี้จะไปกินข้าวที่ร้านไหนกันดี    หรือแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยเช่นวันนี้จะใส่เสื้อสีอะไรดี  เป็นต้น

วัยรุ่นบางคนจะบำบัดตนเองหรือกลบเกลื่อนความหวาดกลัวเหล่านี้ด้วยการหันเข้าหาบุหรี่  เหล้า  และยาเสพติดในที่สุด    การสูบบุหรี่  กินเหล้า  ใช้ยาเสพติดเป็นหนทางหนึ่งที่พวกเขาคิดว่าตนเองสามารถควบคุมตนเองได้อีกครั้งหนึ่ง

 

จะเห็นได้ว่าเด็กแต่ละวัยคิดไม่เหมือนกันต่อเหตุการณ์เดียวกัน    อาการที่เกิดขึ้น

แม้จะเหมือนกันแต่ก็ด้วยวิธีคิดที่ต่างกัน   เช่น พฤติกรรมไม่ยอมไปโรงเรียน  

สำหรับเด็กเล็กไม่ยอมไปโรงเรียนเพราะกลัวว่าคุณพ่อคุณแม่จะหายไป

  

สำหรับเด็กโตไม่ยอมไปโรงเรียนเพราะขาดสมาธิ    มีความรู้สึกผิด   และอาจจะ

มีอาการปวดหัวปวดท้องต่างๆนานาทำให้ไม่อยากไปโรงเรียน      

สำหรับวัยรุ่นไม่อยากไปโรงเรียนเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรหรือควบคุมอะไร

ได้บ้าง

ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะเป็น PTSD ในตอนหลัง   จากรายงานพบว่าเด็กที่เคยเผชิญ

ภยันตรายมาก่อนเมื่อครั้งเป็นเด็กเล็กรวมทั้งกลุ่มที่เคยถูกละเมิด(abuse)จะปรากฏอาการPTSDได้ง่ายกว่าคนอื่น      การเลี้ยงดู     ความสัมพันธ์ในครอบครัวทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์ร้าย    ความรวดเร็วของความช่วยเหลือทั้งเรื่องปัจจัยสี่และการดูแลด้านจิตสังคม     ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเจ็บป่วยที่จะมีตามมาในภายหลัง

                        หากผู้ปกครองพบบุตรหลานของท่านเริ่มมีอาการเล็กน้อยๆดังที่เล่ามา    ต่อไปนี้คือคำแนะนำกว้างๆ 10 ข้อที่ทุกคนควรทำได้

 

1-เปิดโอกาสให้บุตรหลานของท่านได้พูดถึงเหตุร้ายนั้นเมื่อเขาพร้อม    ไม่ต้องบังคับให้พูด    แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาอยากพูดอยากเล่าก็ไม่ควรห้าม

2-ให้ความมั่นใจแก่บุตรหลานของท่านว่าที่เขารู้สึกและคิดอะไรซ้ำๆนั้นมิใช่ “บ้า” หรือ “เพี้ยน” หรือ “สติแตก”    แต่ที่แท้แล้วเป็นความรู้สึกที่จะเกิดกับเหยื่อจำนวนมากของเหตุการณ์รุนแรงนั้น

3-ส่งเสริมให้บุตรหลานของท่านใช้ชีวิตและร่วมกิจกรรมตามปกติโดยเร็วที่สุด   ไปเรียนหนังสือ  ไปเรียนพิเศษ  ไปเล่นดนตรี หรือกีฬาที่เคยทำตามปกติ

4-เปิดโอกาสให้บุตรหลานของท่านได้ทำอะไรต่อมิอะไรเล็กๆน้อยๆในบ้าน     ได้เป็นผู้ตัดสินใจในกิจกรรมบางอย่างของครอบครัว เช่น เย็นนี้จะออกไปกินข้าวที่ร้านไหนดี       ทั้งนี้เพื่อให้เขาเกิดความรู้สึกเล็กๆน้อยๆว่าเขายังสามารถควบคุมและบงการชีวิตได้ตามปกติ    มิได้เสียการควบคุมไปอย่างสิ้นเชิงดังที่เกิดขึ้นในวันที่เกิดเหตุร้าย

5-บอกบุตรหลานของท่านอย่างตรงไปตรงมาว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมิใช่ความผิดของเธอ     ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลื่น   หรือความตายของคนใกล้ชิด   เปิดโอกาสให้เขาได้ระบายความรู้สึกผิดที่ตนเองเป็นผู้รอดชีวิต   แต่ไม่ปล่อยให้เขาตำหนิตนเองซ้ำไปซ้ำมานานจนเกินไป

6-ติดต่อบุคคลที่ใกล้ชิดบุตรหลานของท่านให้มากขึ้นกว่าเดิมเพื่อจะได้รับทราบและแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน  เช่น ครู  โค้ช  รุ่นพี่

7-ไม่ตำหนิหรือห้ามปรามพฤติกรรมถดถอยบางอย่าง  เช่น เดิมไม่เคยปัสสาวะรดที่นอนก็ปัสสาวะรดที่นอน   เดิมแยกห้องนอนไปแล้วตอนนี้ขอกลับมานอนกับพ่อแม่อีก  หากเป็นวัยรุ่น เช่น เปิดไฟนอนทั้งคืน  เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ทั้งคืน  หรือเอาตุ๊กตาขนสัตว์มานอนกอด          อย่างไรก็ตามก็ให้รับทราบว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นคำเตือนว่าท่านต้องสละเวลาดูแลเอาใจใส่บุตรหลานให้มากขึ้น

8-ดูแลสุขภาพตนเองด้วย     ถ้าผู้ใหญ่มั่นคงเด็กจะมั่นคง    ถ้าผู้ใหญ่ไม่มั่นคง  เด็กๆจะไม่มั่นคงด้วย    เพราะฉะนั้นเสาหลักจึงต้องแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ   การออกกำลังกายทุกวันจะช่วยได้มากที่สุด

9-ถ้าท่านรับมือพฤติกรรมของบุตรหลานท่านไม่ได้      ควรส่งเสริมให้บุตรหลานของท่านไปเข้ากลุ่มพูดคุยหรือกลุ่มบำบัดของเหยื่อที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ร้าย   หรือไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา

10-ถ้าท่านรับทราบว่าบุตรหลานของท่านมีความคิดจะทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตาย     ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำอะไรแต่ควรพาไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อให้การช่วยเหลือที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้า

 

หลังภัยพิบัติธรรมชาติ   โรงเรียนจะปิดหลายวัน   แม้ว่าคุณครูโดยเฉพาะคุณครูที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่อาจจะมีสภาพจิตที่ไม่สมบูรณ์นักเพราะประสบภัยพิบัติเช่นกัน    แต่ก็ขอให้ระลึกเสมอว่าทันทีที่โรงเรียนเปิดจะมีเด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งต้องการความมั่นคงของคุณครูช่วยเหลือพวกเขา    เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่โรงเรียนปิดจึงเป็นเวลาที่คุณครูควรเตรียมตนเองให้พร้อม    วิธีที่ดีที่สุดคือการกินอาหารที่มีประโยชน์  งดของมึนเมา   นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ   ออกกำลังกายทุกวันอย่างสม่ำเสมอ   และสำรวจจิตใจของตนเองเป็นระยะๆ   หากคิดว่าตนเองไม่พร้อมจะรับมือวันเปิดเทอมก็อาจจะต้องพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อขอความช่วยเหลือต่อไป

ต่อไปนี้คือคำแนะนำ 5 ประการสำหรับคุณครูที่จะใช้ดูแลเด็กๆในโรงเรียนหลังเกิดภัยพิบัติ

 

1-ไม่มีความจำเป็นต้องรีบสอนตามตารางอย่างเคร่งครัดในทันที    ผ่อนหนักผ่อนเบาตามสภาพจิตของนักเรียน    ในทางตรงข้ามกับชั่วโมงสอนตามปกติ  คุณครูควรเพิ่มชั่วโมงเล่นกีฬาหรือชั่วโมงศิลปะให้มากขึ้น    เพราะนอกจากจะช่วยฟื้นฟูสภาพจิตเด็กๆได้โดยตรงแล้ว    คุณครูจะได้ใช้โอกาสนี้ในการสังเกตนักเรียนเป็นรายบุคคล   และให้ความสนใจต่อนักเรียนที่มีพฤติกรรมเฉยเมยและแยกตัวเป็นกรณีพิเศษ

 

2-จัดชั่วโมงพูดคุยกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ร้ายที่ผ่านพ้นไป    ให้นักเรียนแต่ละคนได้พูดถึงประสบการณ์ของตนเอง    ไม่ต้องวิตกกังวลล่วงหน้าถึงอารมณ์ของนักเรียนแต่ละคน    เพราะโดยธรรมชาติแล้วกระบวนการกลุ่มของนักเรียนสามารถดูแลสมาชิกแต่ละคนได้   

3-ไม่บังคับให้นักเรียนคนใดคนหนึ่งเข้ากลุ่มหรือบังคับให้นักเรียนคนใดคนหนึ่งต้องพูดเสมอไป   ให้เป็นความสมัครใจของแต่ละคน   โดยคุณครูสามารถส่งเสริมและให้กำลังใจนักเรียนที่ต้องการพูด

4-ถ้าเป็นไปได้   ควรเชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐหรืออาสาสมัครในหน้าที่ต่างๆมาเล่าประสบการณ์และให้ความรู้แก่นักเรียน   ช่วยให้นักเรียนรับทราบความเป็นไปของสถานการณ์ในภาพรวม   เพื่อให้พวกเขาเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดถูกต้องตามที่เป็นจริง   อย่าลืมว่าข้อมูลที่ถูกต้องเท่านั้นจึงจะช่วยให้ผู้ประสบเหตุร้ายสามารถปรับตัวได้ถูกทาง

5-ควรจัดกลุ่มสำหรับพ่อแม่และผู้ปกครองของนักเรียนด้วย  เพื่อให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองของนักเรียนแต่ละคนได้รับทราบความเป็นไปของนักเรียนทั้งห้อง   เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

 

เด็กและวัยรุ่นเป็นกลุ่มอายุที่จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงอย่าง

แน่นอนเพราะพัฒนาการบุคลิกภาพของเขายังไม่เรียบร้อย      การปล่อยปละละเลยไม่ทำอะไรเลยทำให้พลาดโอกาสที่จะป้องกันปัญหาระยะยาวในภายภาคหน้า

                        การช่วยเหลือที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพควรมาจากบุคลากรที่ได้รับการฝึกมาโดยเฉพาะ   เช่น จิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยา    

อย่างไรก็ตามหากบุคลากรที่ได้รับการฝึกมีจำกัด    ให้พิจารณาทุนทางสังคมที่มี

อยู่ในท้องถิ่นด้วย    ได้แก่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีความมั่นคง   รักเด็ก   สามารถเป็นผู้นำกลุ่มเด็กๆ  และสามารถสร้างกิจกรรมพิเศษเพื่อดึงดูดให้เด็กๆได้มารวมตัวกัน    พูดคุยกัน   แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์     และช่วยเหลือกันทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์