สุขภาพจิตหลังภัยพิบัติ
นายแพทย์ประเสริฐ
ผลิตผลการพิมพ์
บทนำ
เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเมื่อวันที่
26 ธันวาคม พ.ศ.2547
เป็นเรื่องสะเทือนขวัญที่จะก่อความเสียหายให้แก่สังคมทั้งระยะสั้นและระยะยาว
เป็นเรื่องดีและน่าชื่นชมที่ความช่วยเหลือต่างๆนานาเข้าไปถึงที่เกิดเหตุโดยทันที
รวมทั้งทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่เข้าไปฟื้นฟูจิตใจให้แก่ผู้ประสบภัยนั้นถือว่าเป็นปฏิบัติการที่รวดเร็วและน่าประทับใจ สามารถป้องกันความเสียหายระยะยาวที่จะเกิดแก่สังคมได้เป็นอันมาก
บทความนี้จะแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดตามหลังภัยพิบัติขนาดใหญ่ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อให้คนส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของปฏิบัติการช่วยเหลือด้านจิตใจที่รวดเร็ว ขณะเดียวกันก็คาดหวังว่าจะมีระบบวิจัยทางสุขภาพจิตที่เข้มแข็งเกิดขึ้น
เพราะมีเรื่องราวอีกมากมายที่เรายังไม่ทราบ
เช่น
เด็กเล็กที่รอดชีวิตจะมีปัญหาสุขภาพจิตอะไร
เด็กกำพร้าจะพัฒนาบุคลิกภาพต่อไปอย่างไร
พัฒนาการของเด็กๆถูกรบกวนอย่างไร
จะเจ็บป่วยทางจิตในภายหลังหรือเติบโตขึ้นเป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพผิดปกติหรือไม่
การฟื้นฟูด้านจิตใจจะป้องกันปัญหาบุคลิกภาพผิดปกติที่จะเกิดแก่เด็กๆเหล่านี้ในอนาคตได้หรือไม่
เด็กโตที่รอดชีวิตจะมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างไร
วัยรุ่นที่รอดชีวิตจะมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างไร
คนที่รอดชีวิตแล้วปรากฏอาการทางจิตทันทีจะเป็นอย่างไรต่อไป
คนที่รอดชีวิตและมีสภาพจิตดูเหมือนปกติในวันแรกๆ จะเริ่มมีอาการทางจิตเมื่อไร
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้รอดชีวิตคนใดจะป่วยทางจิตในระยะหลัง
มีปัจจัยอะไรที่ช่วยบอกหรือไม่ว่าใครจะป่วย
ใครจะไม่ป่วย
ใครจะป่วยเร็ว
ใครจะป่วยช้า
ผู้รอดชีวิตที่มีอาการทางจิตทันที
ผู้รอดชีวิตที่เริ่มมีอาการทางจิต
1
สัปดาห์ให้หลัง ผู้รอดชีวิตที่เริ่มมีอาการทางจิต
1 เดือนให้หลัง
และผู้รอดชีวิตที่เริ่มมีอาการทางจิต
6
เดือนให้หลัง มีลักษณะต่างกันอย่างไร
และจะป่วยไปนานกี่ปี
อาการทางจิตเรื้อรังของผู้รอดชีวิตมีอะไรได้บ้าง
อาการเหล่านี้จะรบกวนการดำรงชีวิตในระยะยาวอย่างไร
ญาติของผู้เสียชีวิตจะเป็นอย่างไร
ญาติของผู้รอดชีวิตจะเป็นอย่างไร
อาสาสมัครที่เข้าไปในพื้นที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำท่ามกลางความตายจำนวนมากจะมีสภาพจิตเป็นอย่างไรต่อไป
ประชาชนทั่วไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆที่ดูโทรทัศน์จะมีสภาพจิตเป็นอย่างไร
แม้กระทั่งอาการทางจิตที่เกิดตามหลังภัยพิบัตินี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้หรือเปล่า
จะเห็นได้ว่ามีคำถามจำนวนมากที่รอระบบวิจัยช่วยหาคำตอบ
การช่วยเหลือ
ที่ลงไปในพื้นที่จึงควรพ่วงระบบวิจัยลงไปด้วย
เพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่ถูกต้องและใช้ได้กับวัฒนธรรมบ้านเรา
อันจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาวทั้งที่จะเกิดกับผู้รอดชีวิตในรอบนี้ รวมทั้งเพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติในรูปแบบอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
ความรุนแรง
ชีวิตคนเราทุกวันนี้พบเหตุการณ์รุนแรงเป็นระยะๆ
บางครั้งเพียงได้เห็นภาพ
ข่าว บางครั้งผ่านไปพบเห็นด้วยตนเอง
และบางครั้งเป็นผู้ถูกกระทำ
สังคมมีความซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีมากขึ้นเท่าไร ก็มีเหตุการณ์รุนแรงไม่คาดฝันและอยู่นอกเหนือการควบคุมปรากฏขึ้นบ่อยครั้ง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะมีระดับของความรุนแรงเพียงใดและส่งผลกระทบต่อเหยื่อ(victim)มากน้อยเพียงใด
ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
บางคนมิได้ “รับรู้” ว่าเหตุการณ์เหล่านั้นมีความรุนแรงเป็นพิเศษ
ขณะที่บางคน
“อ่อนไหว”
และ “รู้สึก”
อย่างมาก
“รับรู้”
มาจากภาษาอังกฤษว่า
perceive หรือ perception ทำนองว่าเด็กบางคนนั่งดูทีวีแพร่ภาพผู้ป่วยเมายาบ้ากำลังใช้มีดจ่อคอหอยตัวประกันได้โดยไม่รู้สึกอะไร
แต่เด็กบางอ่อนไหวกว่ามาก
เกิดอาการปัสสาวะรดที่นอนหลังจากนั่งดูภาพข่าวนั้น (เด็กคนที่ว่าไม่รู้สึกอะไรยังมิอาจชะล่าใจได้ว่าจะไม่เกิดอะไรในภายหลัง
อาการต่างๆนานายังสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากสามเดือนหกเดือนผ่านพ้นไป)
“อ่อนไหว”
มาจากคำว่า
sensitive “รู้สึก”
มาจากคำว่า
feeling คนเราแต่ละคนมีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างกัน
และรู้สึกต่างกัน
การที่ผลกระทบต่อบุคคลขึ้นกับความอ่อนไหวและความรู้สึกนี้เองทำให้ความผิดปกติต่างๆนานาที่จะเกิดแก่คนๆนั้นมิได้มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวนักว่าควรจะเกิดอะไร
เมื่อไร
นานเท่าไร
และรุนแรงเท่าไร
เรื่องนี้สำคัญ เพราะคนแต่ละคนไม่เหมือนกันนี้เองทำให้เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งมิได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างและมากพอที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมและผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบตระหนักและใส่ใจผลกระทบที่เกิดขึ้นมากเท่าที่ควร
ด้วยเข้าใจผิดว่าคนส่วนใหญ่ก็ดูจะปรับตัวได้ดี
ทำให้ชะล่าใจและหลงลืมคนที่ไม่สามารถปรับตัวได้ซึ่งแม้จะมีสัดส่วนน้อยกว่าแต่ก็มีจำนวนไม่น้อยในแต่ละครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ
แม้กระทั่งอย่างไรจึงเรียกว่าเหตุการณ์รุนแรงก็ไม่ตระหนักอย่างชัดเจนว่าคืออะไร
ภัยพิบัติทางธรรมชาติและอุบัติภัยที่เกิดจากฝีมือมนุษย์นั้นเป็นเหตุการณ์รุนแรงแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดกับผู้คนในวงกว้าง
แต่ภยันตรายรุนแรงที่เกิดกับปัจเจกบุคคลเป็นรายคนนั้นมักได้รับความสนใจน้อยกว่า ทั้งๆที่ความรุนแรงและผลกระทบที่เกิดขึ้นมิได้ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย เช่น
การถูกข่มขืน
หรือถูกทำร้ายร่างกาย
เป็นต้น
ในกรณีคลื่นยักษ์สึนามิที่เกิดกับชายฝั่งอันดามันเมื่อวันที่
26 ธันวาคม พ.ศ.2547
นั้นมีเหยื่อบางรายพบเหตุการณ์รุนแรงเชิงซ้อนอีกด้วย
กล่าวคือแม้รอดชีวิตจากคลื่นยักษ์มาได้ก็ยังต้องมาพบกับการถูกตีชิงวิ่งราวหรือข่มขืนซ้ำ
เด็กสาวชาวศรีลังกาอายุ
18 ปี
ประสบเหตุคลื่นยักษ์ขณะที่เธอและครอบครัวพักผ่อนอยู่ที่ชายหาดเมืองกัลเล
มีชายคนหนึ่งช่วยชีวิตเธอจากกระแสน้ำแต่ชายคนนั้นก็ข่มขืนเธอในเวลาต่อมา!
ภัยพิบัติทางธรรมชาติ
เช่น
พายุ
น้ำท่วม
แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์
ภูเขาไฟระเบิด อุบัติภัยที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่น
อุบัติเหตุในท้องถนน ถังแก๊สระเบิด
ไฟไหม้
ตึกถล่ม เรือล่ม
เครื่องบินตก
ภัยสงครามทั้งที่มีต่อทหารผ่านศึกและราษฎร
ภยันตรายรุนแรงที่เกิดกับปัจเจกบุคคล เช่น
ถูกจี้เป็นตัวประกัน
ถูกข่มขืน รวมทั้งเด็กที่ถูกทารุณกรรมและถูกละเมิดทางเพศ
เป็นต้น ทั้งสามประการนี้ให้นับเป็นเหตุการณ์รุนแรงได้ทั้งสิ้น
ภัยพิบัติทางธรรมชาติและอุบัติภัยที่เกิดจากฝีมือมนุษย์นั้นต่างกัน คนส่วนใหญ่รับรู้
อ่อนไหว และรู้สึกต่อสองเหตุการณ์นี้ไม่เหมือนกัน
ภัยทางธรรมชาติทำให้เราไว้วางใจธรรมชาติน้อยลง
ขณะที่ภัยจากมนุษย์ทำให้เราไว้วางใจมนุษย์ด้วยกันน้อยลง
โดยทั่วไปภัยจากมนุษย์มักส่งผลกระทบ(impact)ที่รุนแรงกว่า
ลึกล้ำกว่า และยาวนานกว่า
อุบัติภัยบางอย่างก็บอกยากว่าเกิดจากอะไร เช่น
อุบัติเหตุบนท้องถนน
เกิดจากเหตุสุดวิสัย
หรือเพราะความประมาท
สองกรณีนี้สร้างรอยแผลให้แก่เหยื่อต่างกัน
ตึกถล่มเกิดจากแผ่นดินไหวหรือเกิดจากมีใครประมาทสร้างตึกไม่แข็งแรง สองกรณีนี้สร้างรอยแผลให้แก่เหยื่อต่างกัน
หรือแท้จริงแล้วเกิดขึ้นเพราะเหตุทั้งสองประการ
ตึกถล่มจากแผ่นดินไหวกับตึกถล่มเพราะถูกวินาศกรรม
เช่น
กรณีตึกเวิร์ลด์เทรด
เซ็นเตอร์ถูกเครื่องบินชนถล่ม
เป็นต้น
เป็นตัวอย่างที่ดีว่าให้ความรู้สึกต่างกันแน่
งานวิจัยในต่างประเทศพบว่าผู้รอดชีวิตจากเหตุร้ายฝีมือมนุษย์แล้วเจ็บป่วยทางจิตในภายหลังจะมีจำนวนมากกว่าและมีความรุนแรงของอาการมากกว่าที่เกิดจากภัยพิบัติธรรมชาติ
ยิ่งไปกว่านั้น
ระยะเวลาที่ผู้รอดชีวิตจะเจ็บป่วยทางจิตนั้นหากเกิดจากภัยพิบัติ
ทางธรรมชาติแล้ว
มักปรับตัวและกลับสู่สภาพปกติได้ภายในระยะเวลา
2 ปี
ขณะที่ผู้รอดชีวิตจากเหตุร้ายฝีมือมนุษย์นั้นจะไม่ฟื้นตัวกลับถึงระดับปกติก่อนเหตุร้ายได้อีกเลย!
งานวิจัยต่างประเทศบอกอีกว่า
ปัจจัยที่กำหนดความรุนแรงของอาการทางจิตที่จะเกิดแก่ผู้รอดชีวิต
ได้แก่
ประวัติการเลี้ยงดูในวัยเด็ก
บุคลิกภาพดั้งเดิม
ธรรมชาติและความรุนแรงของภยันตรายที่เผชิญ
รวมทั้งการได้รับความช่วยเหลือที่รวดเร็ว
ถูกต้องและเป็นระบบในระยะแรก
ความช่วยเหลือนี้หมายถึงความช่วยเหลือทั้งทางร่างกายและจิตใจ นั่นคือได้รับปัจจัยสี่อย่างรวดเร็วและได้รับการให้คำปรึกษาภายในเวลาไม่นานจนเกินไป
คลื่นยักษ์ที่เกิดกับชายฝั่งอันดามันมีความซับซ้อนของเรื่องราวมากมายนับตั้งแต่สาเหตุไปจนถึงการกู้ภัยและการบรรเทาทุกข์ ที่แท้แล้วผู้รอดชีวิตคิดถึงภัยพิบัติครั้งนี้อย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถหลีกหนีได้ หรือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถทำนายได้ล่วงหน้าและเตือนภัยกันได้ การบรรเทาทุกข์ด้วยปัจจัยสี่ไปถึงมือผู้รอดชีวิตอย่างรวดเร็วหรือไม่ ไม่ถูกยื้อแย่งไปต่อหน้าต่อตาให้เจ็บช้ำน้ำใจอีกหรือไม่ ทั้งหมดนี้เป็นทั้งผลกระทบและเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้ผู้รอดชีวิตยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและฟื้นตัว
สหรัฐอเมริกาเป็นชาติที่ใส่ใจและวิจัยผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงมากกว่าเพื่อน นับตั้งแต่สงครามเวียดนามและสงครามอ่าวเปอร์เซีย
อย่างไรก็ตามงานวิจัยที่สำคัญๆเพิ่งเกิดขึ้นในทศวรรษสุดท้ายนี้เอง นั่นคือหลังเหตุการณ์วางระเบิดสำนักงานเอฟบีไอที่โอคลาโฮมาและการถล่มตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่นิวยอร์ก รวมทั้งเหตุการณ์มือปืนยิงกราดนักเรียนในโรงเรียนเมื่อไม่นานมานี้
ในแต่ละปีมีคนอเมริกัน
5 ล้าน 2
แสนคนที่ป่วยด้วยโรค
Post-Traumatic Stress Disorder เขียนย่อว่า
PTSD ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่เกิดตามหลังเหตุการณ์รุนแรง
1 เดือน จากงานวิจัยพบว่าร้อยละ
5-22 ของผู้รอดชีวิตจะป่วยด้วยโรค
PTSD ในระยะเวลา
1 เดือนให้หลัง
หากนับเฉพาะเด็กและวัยรุ่นพบว่าร้อยละ
27-100 จะป่วยด้วยโรค
PTSD ในระยะเวลา
1 เดือนให้หลัง ทั้งนี้แล้วแต่ความรุนแรงของเหตุการณ์และความช่วยเหลือในระยะแรกว่ารวดเร็วและเหมาะสมเพียงใด
ที่น่าสนใจคือไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศ
นั่นคือชายและหญิงมีโอกาส
เจ็บป่วยทางจิตพอๆกัน เพียงแต่ลักษณะของการเจ็บป่วยต่างกัน
ผู้หญิงจะปรากฏอาการตรงไปตรงมาและเด่นชัดกว่า
ขณะที่ผู้ชายกลบเกลื่อนอาการเหล่านั้นด้วยเหล้า บุหรี่
และพฤติกรรมรุนแรงอื่นๆ
ในบ้านเราเคยมีเหตุการณ์ร้ายแรงขนาดใหญ่หลายครั้ง ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดบ่อยที่สุดคือน้ำท่วม
อุบัติภัยที่เกิดจากฝีมือมนุษย์เกิดขึ้นหลายครั้ง
เช่น กรณีไฟไหม้โรงงานตุ๊กตา
กรณีรถแก๊สระเบิดกลางถนน
กรณีตึกสูงถล่มหรือถูกไฟไหม้มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
แต่ที่พบบ่อยที่สุดคืออุบัติเหตุรายวันบนท้องถนน
รถที่ชนกันอย่างรุนแรงทำให้มีคนตายหรือไม่ก็ตามได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ที่รอดชีวิตจนเป็นเหตุให้ต้องไปพบจิตแพทย์ในภายหลังหลายต่อหลายราย
ภัยพิบัติทางธรรมชาติและอุบัติภัยที่เกิดจากฝีมือมนุษย์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อ
สุขภาพจิตของผู้รอดชีวิต
ญาติของเหยื่อที่เสียชีวิต รวมทั้งผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์อย่างไร
เป็นเรื่องควรใส่ใจ วางระบบวิจัย วางระบบป้องกัน และวางระบบฟื้นฟูรักษา
ASD
และ PTSD
หลังภยันตรายหรือภัยพิบัติใดๆ ความเจ็บป่วยทางจิตเกิดขึ้นได้
2 ระยะ ระยะแรกเกิดขึ้นภายใน
1 เดือนหลังเหตุการณ์เรียกว่า
Acute Stress Disorder เขียนย่อว่า
ASD ระยะที่สองเกิดขึ้นหลังจาก
1 เดือนหรือนานกว่านั้น
เรียกว่า Post-traumatic
Stress Disorder เขียนย่อว่า
PTSD ผู้รอดชีวิตสามารถป่วยด้วย
ASD แล้วหายเอง
หรือไม่เป็นอะไรเลยในเดือนแรกแต่ป่วยด้วย
PTSD ในเวลาต่อมา หรือป่วยด้วย
ASD ติดต่อกันนานเกิน
1 เดือนแล้วจึงกลายเป็น
PTSD ในภายหลัง
ส่วนคนที่พร้อมที่จะป่วยทางจิตอยู่ก่อนแล้วหรือเคยป่วยด้วยโรคทางจิตเวชใดๆ
มาก่อนแล้วก็สามารถเกิดอาการของโรคทางจิตชนิดอื่นๆได้ทุกชนิด
เช่น
โรคอารมณ์เศร้า(Major Depression) โรคอารมณ์แปรปรวน(Bipolar
Disorder) โรคแพนิก(Panic
Disorder) การดูแลรักษาทางจิตใจและสังคมในระยะแรกจะมีประโยชน์มากในการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตมิให้ป่วยเป็น
ASD หรือถ้าป่วยแล้วก็ช่วยป้องกันมิให้ป่วยเป็น
PTSD ต่อไป พบว่าผู้รอดชีวิตหลายคนแม้จะไม่ถึงกับป่วยทางจิตในภายหลัง แต่ก็มักจะมีอาการไม่สบายเล็กๆน้อยต่างๆนานาเกือบตลอดเวลา เป็นสาเหตุให้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลบ่อยครั้ง ทำให้เป็นที่ทนทุกข์ทรมานและรบกวนชีวิตปกติของผู้ป่วยเป็นอันมาก ระบบสาธารณสุขก็สูญเสียทรัพยากรเพื่อรักษาอาการต่างๆนานาโดยไม่จำเป็น
โรคทางจิตเวชตามหลังภัยพิบัติที่ได้รับความสนใจมากที่สุด
คือ Post-Traumatic Stress Disorder หรือ
PTSD จิตเวชศาสตร์สมัยใหม่ถือว่า
PTSD เป็นโรคจริงๆ
มิใช่อาการที่เกิดขึ้นโดยเลื่อนลอย
เป็นโรคที่มีสาเหตุ อาการ
และการดำเนินโรคที่มีลักษณะเฉพาะตัว
หากจะแบ่งง่ายๆคือแบ่ง
ASD และ PTSD ที่ระยะเวลาที่เริ่มป่วย ส่วนลักษณะอาการค่อนข้างคล้ายกัน ผู้รอดชีวิตบางรายจะปรากฏอาการทันทีหลังภัยพิบัติหรือภายในเดือนแรกซึ่งในขั้นตอนนี้เรียกว่า
ASD บางรายสามารถหายได้เองหรือดีขึ้นเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากนักจิตวิทยา
แต่บางรายไม่หายและปรากฏอาการซับซ้อนมากขึ้นกลายเป็น
PTSD ในเดือนที่สอง
บางรายไม่เป็นอะไรเลยในเดือนแรกแต่จะปรากฏอาการเมื่อ
1-3 เดือนให้หลัง
บางรายรอนานถึง
6 เดือนกว่าจะเริ่มมีอาการ
บางรายรอจนใกล้วันครอบรอบเดือนหรือรอบปีที่เกิดภัยพิบัติจึงจะมีอาการ คำถามง่ายๆที่ควรวิจัยเพื่อค้นหาคำตอบคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้รอดชีวิตที่ดูปกติในเดือนแรกคนไหนบ้างที่มีความเสี่ยงสูงพร้อมจะป่วยด้วย
PTSD ในภายหลัง
ความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิต
“นอนไม่หลับค่ะ
หลับๆตื่นๆ หลับตาก็เห็นภาพ”
หญิงสาวรายหนึ่งที่กลับมาบ้านหลังจากประสบเหตุร้ายที่หาดป่าตองแล้ว
13 วันเล่าให้ฟัง “ไม่อยากได้ยินข่าว
ปิดหูปิดตาไม่อยากดู” แต่เธอก็บอกว่าจะกลับไปภูเก็ตเพื่อทำบุญให้เพื่อนๆที่ตายในวันรุ่งขึ้น
เธอเล่าว่าวันเกิดเหตุตนเองกับเพื่อน
4 คนอยู่ที่ชั้นล่างของโรงแรม ตอนที่คลื่นลูกแรกมาถึงก็คว้ามือเพื่อนที่อยู่ใกล้วิ่งหนีขึ้นชั้นสี่ทันที
ก่อนจะออกวิ่งก็ได้เรียกเพื่อนอีกสามคนให้หนี
แต่เพื่อนสามคนนั้นยังยืนเฉยรอดูเหตุการณ์
เธอวิ่งไปถึงชั้นสองนึกขึ้นได้ว่าลืมกระเป๋าถือข้างในมีสตางค์มีสร้อยคอทองคำจะกลับลงไปเอาคราวนี้เป็นเพื่อนที่หนีมาด้วยกันฉุดเอาไว้ไม่ยอมให้ลง
หลังเหตุการณ์ผ่านไปเพื่อนอีกสามคนที่ไม่หนีจมน้ำตายหมด
“รู้สึกผิดค่ะ
แต่ทำใจนะ เราเตือนเค้าแล้ว
เค้าก็ไม่เชื่อ”
ที่คนส่วนมากจะได้ยินกันคือความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิตที่เรียกว่า
survival guilt คนที่ไม่เคยประสบเหตุมักแปลกใจที่ผู้รอดชีวิตมีความรู้สึกผิด
ขณะเดียวกันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนต้องรู้สึกผิดและบางคนไม่รู้สึกผิด
พบว่าความรู้สึกผิดจะเกิดแก่ใครนั้นขึ้นกับบุคลิกภาพดั้งเดิมของบุคคลและ
ขึ้นกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง จะสังเกตได้ว่าความรู้สึกผิดนั้นมิได้เกิดทันทีหลังเหตุการณ์
ที่จริงแล้วหลังเหตุการณ์ผู้รอดชีวิตจำนวนมากยังคงตกอยู่ในภาวะช็อค มึนงง สับสน
เฉื่อยชากับความเป็นไปรอบตัว
หรือหวาดผวาเกือบตลอดเวลาเสียมากกว่า
คนบางคนถูกพ่อแม่เลี้ยงดูมาให้มีบุคลิกภาพที่พร้อมจะโทษตนเองเมื่อเกิดเหตุผิดพลาด
บางคนพร้อมจะโทษคนอื่นเมื่อเกิดเหตุผิดพลาด
ขณะที่บางคนเปิดใจรับรู้และเข้าใจเหตุผิดพลาดที่เกิดขึ้นตามที่เป็นจริง
ไม่มีแนวโน้มจะโทษใครหรืออะไรทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม
สำหรับกรณีภัยพิบัติ
แม้ผู้รอดชีวิตจำนวนมากจะไม่โทษใครสำหรับเหตุร้ายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ
แต่สิ่งที่พวกเขารับรู้และเข้าใจคือเรื่องราวทั้งหมดนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุม(out
of control) โลกที่เคยปลอดภัยกลับกลายเป็นโลกที่ไม่ปลอดภัย
สภาวะแวดล้อมที่เคยไว้วางใจได้แปรเปลี่ยนเป็นสภาวะแวดล้อมที่ไว้วางใจไม่ได้
ความตายทั้งหมดที่มองเห็นรอบตัวกลับกลายเป็นเรื่องไร้สาระและหาเหตุผลไม่ได้อย่างสิ้นเชิง(absurd) ความคิดเช่นนี้เองที่ได้ปิดทางกระบวนการคิดที่ถูกต้องเหมาะสม ทำให้ผู้รอดชีวิตจำนวนมากยึดติดและวนเวียนกับความรู้สึกผิดที่ตนเองรอดชีวิต
ผู้รอดชีวิตกลายเป็นคนที่ไม่ไว้วางใจใคร
ไม่ไว้วางใจอะไร
รู้สึกว่าอะไรต่อมิอะไรรอบตัวได้หลุดพ้นการควบคุมไปแล้วหรือมิสามารถควบคุมได้
เรื่องร้ายที่เกิดขึ้นนั้นทั้งรุนแรงทั้งเหลวไหล รุนแรงจนอยู่เหนือการควบคุมหรือป้องกัน
เหลวไหลเพราะไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะเกิดเหตุเช่นนั้น ไม่ควรเกิดก็เกิด
เกิดแล้วยังพอแก้ไขได้ก็ไม่แก้ไข
บางคนมีโอกาสและลงมือแก้ไขแล้วแต่ก็ยังแก้ผิดวิธีจนลูกเมียตายอีก
เช่น
ไม่มีสาระเลยที่คลื่นยักษ์จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่
26 ธันวาคม
พ.ศ.2547 ทั้งๆที่อีก
5 วันจะฉลองปีใหม่แล้วแท้ๆ
อีกทั้งสี่ร้อยปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิด จะเห็นว่าเป็นข้ออ้างทางจิตใจที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลเลย
เช่น
ไปรู้มาว่ามีใครบางคนรู้ล่วงหน้าแต่ไม่ยอมส่งสัญญาณเตือน
เหลวไหลจริงๆเลย
ขอเพียงเตือนล่วงหน้าแค่ห้านาทีสิบนาที ยังมีเวลาพาลูกเมียขึ้นที่สูงทันเวลา
เช่น
ไปอ่านหนังสือพิมพ์พบว่าไม่ควรมีใครตายในเหตุการณ์สึนามิเพราะมีเวลาเตือนภัยล่วงหน้าถึง
2 ชั่วโมง
แล้วกัน
ลูกเมียเราตายฟรีแท้ๆ
เช่น
เห็นน้ำทะเลลดระดับอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตาแต่ก็ยังชะล่าใจ มัวแต่พาลูกเมียเก็บหอยปูปลาจนคลื่นมา
เช่น
เห็นคลื่นมาแล้วแต่ก็ยังพะวงเก็บของมีค่าจนกระทั่งคลื่นยักษ์ลูกที่สองที่สามตามมาถึงจนเอาลูกเมียหนีไม่ทัน
เช่น
รู้อยู่แล้วว่าน้ำทะเลลดฉับพลัน
จะมีคลื่นยักษ์มาแต่ก็ยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ หนีขึ้นห้องพักตนเอง
หรือหนีขึ้นโรงแรมชั้นสูง
หรือขึ้นต้นไม้ หรือหนีลึกเข้าไปในแผ่นดิน
เมื่อตัดสินใจผิด
ลูกเมียก็ตายเพราะเบาปัญญาของตนเองแท้ๆ
โดยรวมคือไม่เข้าใจและไม่ยอมรับว่าเหตุที่เกิดขึ้นนั้นสุดวิสัย
ทางหนึ่งก็รู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเหนือการควบคุมอย่างสิ้นเชิง
ทางหนึ่งก็รับรู้ว่าที่แท้แล้วน่าจะป้องกันได้ อีกทางหนึ่งก็รู้สึกว่าที่แท้แล้วตนเองน่าจะทำได้ดีกว่านั้นในสถานการณ์เช่นนั้น
ความเครียดที่แบกรับและความสับสนอลหม่านของความคิดทำให้บุคลิกภาพของผู้รอดชีวิตถดถอยไปนานหลายสิบปี ถดถอยไปจนถึงพัฒนาการบุคลิกภาพของวัยเด็กเล็กที่ชอบคิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล รับผิดชอบเรื่องรอบตัวที่เกิดขึ้นและพร้อมที่จะโทษตนเอง
เจ็ท
ลี หรือ
หลี่เหลียนเจี๋ย
ดารานักแสดงชาวฮ่องกงที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากเรื่องเสียวลิ้มยี่
หวงเฟยหง และฮีโร่
ภายหลังเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกเมื่อเล่นหนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่อง
เขาเป็นคนหนึ่งที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิขณะพักผ่อนที่มัลดีฟส์
เขาไม่เพียงรอดชีวิตแต่ช่วยเหลือทั้งครอบครัวรอดชีวิต
“จู่ๆก็มีคลื่นพัดเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ผมอุ้มลูกสาวทั้งสองคนพร้อมกับดึงพี่เลี้ยงเด็กวิ่งหนีทันที
แต่ก้าวไปได้แค่สามก้าว
น้ำก็สูงขึ้นมาถึงเอวแล้ว
พอหันหลังกลับ ทุกอย่างที่ผมเห็นเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหายไปหมด
ทุกอย่างถูกล้อมรอบด้วยมหาสมุทร บ้านเรือนพังราบ
ผมเลยรีบวิ่งต่อ
แต่น้ำก็สูงขึ้นมาถึงระดับปากแล้ว…
…ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ตัดสินใจยากที่สุดในชีวิตของผม ผมคิดว่าถ้าน้ำสูงขึ้นมาอีกฟุตหนึ่งจะทำอย่างไร
ผมควรจะอุ้มลูกทั้งสองและดึงพี่เลี้ยงเด็กเอาไว้ต่อไป หรือทิ้งทุกอย่าง
แต่ผมก็เลือกที่จะมุ่งหน้าต่อไป”
ไม่ทุกคนที่โชคดีเช่นเขา อันที่จริงแล้วแม้กระทั่งคำว่าโชคดีก็ยังไม่มีใครแน่ใจได้เลยว่าเป็นการเลือกคำที่ถูกต้อง เขารอดชีวิตโดยสามารถช่วยคนอีกสามคนรอดชีวิตด้วยเป็นเพราะความโชคดี ความกล้าหาญ
หรือเพราะการตัดสินใจที่ถูกต้องในเวลาที่ถูกต้อง
แล้วผู้รอดชีวิตที่สูญเสียครอบครัวหรือบุคคลอันเป็นที่รักไปเป็นอย่างไร
โชคไม่ดี
ไม่กล้าหาญ หรือตัดสินใจผิดพลาด
นี่จึงเป็นโจทย์ยากภายในจิตใจของผู้รอดชีวิตทั้งหลาย
บางคนมิเพียงได้ชื่อว่าช่วยเหลือคนอื่น
ในสถานการณ์คับขันที่ไม่มีใครสนใจใครนั้น
บางคนรอดชีวิตมาได้เพราะคนอื่น
“น้ำพัดผมไปชนเสา
ฟันผมหักหลายซี่ตอนนั้น”
เป็นผู้ป่วยชายที่ถูกส่งกลับมาพักรักษาตัวในโรงพยาบาลที่ภูมิลำเนาของตนเองเล่า
“มีผู้หญิงฝรั่งคนหนึ่งถูกน้ำพัดมาชนผม
เธอเกาะขาของผมไว้แน่น”
เขาเล่าว่าหญิงคนนั้นเหมือนคนเสียสติ
ไม่เพียงเกาะขาเขาแต่กลับยื้อแย่งเสาที่เขาเกาะอยู่
แม้ว่าเขาจะพยายามปลอบประโลมและสงบเธอให้ได้แต่เขาก็ต้องคอยป้องกันตัวและคอยระวังมิให้ตนเองหลุดจากเสาต้นนั้นด้วย ในท้ายที่สุดหญิงคนนั้นก็หลุดลอยไปกับกระแสน้ำ
“รู้สึกผิดนะครับ
แต่ตอนนั้นกลัวตายมาก
ผมมีลูกเมียด้วย”
ความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้รอดชีวิตถอยห่างจากผู้คน
ความไม่ไว้ใจใครหรืออะไรอีกทำให้ผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งถอยห่างจากกิจกรรมที่เคยชอบทำ
ต่อให้กลับไปทำอีกก็ไม่รู้สึกสนุกเหมือนแต่ก่อน ทั้งสองประการเป็นส่วนหนึ่งของโรค
PTSD ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
อาการสามกลุ่มของ
PTSD
อาการของผู้ป่วย
PTSD อาจจะคล้ายคนที่มีอารมณ์เศร้าเพราะชอบแยกตัวและเฉยชากับความเป็นไปรอบตัว
แต่ก็มิได้มีอารมณ์เศร้าที่รุนแรงหรือชัดเจน
กลุ่มอาการที่ชอบแยกตัว เฉยชา เฉยเมย
หลีกเลี่ยงผู้คน
หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เคยชอบ
หลีกเลี่ยงไม่ยอมรับรู้รับฟังเหตุการณ์ร้ายนั้นอีก รวมเรียกว่า
Avoidance คือกลุ่มอาการที่
1 ของ PTSD
ผู้ป่วยบางคนจะกลายเป็นคนที่ตื่นเต้นง่าย
ตกใจง่าย
หวาดผวาง่าย
ตื่นกลัว
เมื่อประสบเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆ
ขี้หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย
โมโหร้าย
ขาดสมาธิ กลุ่มอาการเหล่านี้รวมเรียกว่า
Hyperarousal เป็นกลุ่มอาการที่
2 ของ PTSD
อาการอื่นที่มักจะพบร่วมด้วยคือนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท
ฝันร้ายบ่อย
อาการฝันร้ายอาจจะเป็นเรื่องเหตุร้ายนั้นตรงๆ
หรือเป็นเรื่องอื่น
บางรายมีประสบการณ์
flashback คือเห็นภาพหรือได้ยินเสียงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆเป็นบางครั้ง บางคนเพียงคิดวนไปเวียนมาในสมองแต่บางคนเข้าข่ายเห็นภาพหลอนอย่างแท้จริง
กลุ่มอาการเหล่านี้รวมเรียกว่า
Intrusion เป็นกลุ่มอาการที่
3 ของ PTSD
โรค
PTSD มิเพียงเกิดกับผู้รอดชีวิตเท่านั้น
แต่มีรายงานว่าเกิดขึ้นกับญาติหรืออาสาสมัครที่เข้าไปในพื้นที่ได้ด้วย
ทั้งญาติและอาสาสมัครที่เข้าไปในพื้นที่ระยะแรกจะประสบความยากลำบากแสน
สาหัส พบเห็นภาพและกลิ่นของความตาย พบเห็นความพลัดพรากกระจัดกระจายทั่วๆไป ญาติบางคนซึ่งมีบุคลิกภาพพร้อมที่จะเจ็บป่วยอยู่แล้วสามารถสวมรอยหรือเลียนแบบอาการของผู้ป่วยได้โดยไม่รู้ตัว ส่วนอาสาสมัครที่เข้าไปทำงานหามรุ่งหามค่ำในพื้นที่นั้นหากไม่ระมัดระวังดูแลสุขภาพของตนเองทั้งร่างกายและจิตใจก็อาจเจ็บป่วยในภายหลังได้เช่นกัน
แม้กระทั่งนักจิตวิทยาหรือผู้ให้คำปรึกษาที่เข้าไปในพื้นที่ระยะแรกก็ต้องระวัง
เพราะจะพบกับเหยื่อจำนวนมากทั้งที่ตายแล้วนอนเรียงรายหรือรอดชีวิตกำลังรอความช่วยเหลือ
การปฏิบัติงานด้านจิตวิทยาจึงต้องกระทำด้วยความมั่นคงและเป็นกลางตามหลักวิชาที่ร่ำเรียนมา ควรเฝ้าดูและทบทวนจิตใจของตนเองเป็นระยะๆเพื่อมิให้สุขภาพจิตเสียหายไปด้วย
มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารสมาคมจิตแพทย์อเมริกันรายงานอุบัติการณ์ของโรค
PTSD ที่เกิดขึ้นกับพยานที่ไปนั่งดูพิธีประหารชีวิตนักโทษในเรือนจำ
พบว่านอกจากบางคนจะเกิด
PTSD แล้ว
เกือบทุกคนมีสภาพจิตผิดปกติไม่มากก็น้อยหลังจากนั้น
ความรู้ข้อนี้สำคัญ
หนทางที่ญาติ
อาสาสมัคร และผู้ให้คำปรึกษาจะดูแลสุขภาพจิตของตนเองให้ดีที่สุดคือการดูแลสุขภาพกายให้ดีที่สุด
ที่พบเห็นบ่อยคือเมื่อแต่ละคนทำงานหนักมักใช้กาแฟลดความเหนื่อยล้าและใช้เหล้าเบียร์คลายเครียดในช่วงพักงาน
กินน้อย นอนน้อย
และไม่ออกกำลังกาย สิ่งที่ต้องทำเป็นเรื่องตรงข้ามกับที่ชอบทำกันทั้งหมดนั่นคือกินอาหารมีประโยชน์ให้มาก
นอนเมื่อมีโอกาส
และจัดเวลาออกกำลังกายร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ
ลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและงดของมึนเมา อย่าลืมว่าร่างกายที่แข็งแรงคือฐานรากของจิตใจที่แข็งแรง
ความจริงข้อนี้ยังใช้ได้เสมอในทุกโอกาส
สมองที่เสียหาย
นักวิทยาศาสตร์สนใจว่าภัยพิบัติรุนแรงนั้นส่งผลกระทบต่อสมองมนุษย์อย่างถาวรอย่างไรหรือไม่ พบว่าความกลัวที่รุนแรงทำให้สมองต้องป้องกันตนเองด้วยกลไกทางชีวเคมีต่างๆนานา
แต่เมื่อเหตุร้ายผ่านไปแล้วความเปลี่ยนแปลงภายในสมองที่เกิดขึ้นกลับไม่ยอมคืนสู่ระดับปกติ นานเข้าความเจ็บป่วยต่างๆนานาจึงเริ่มขึ้น
พบว่าความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ขึ้นกับสมองส่วนเล็กๆที่ชื่อ
amygdala
บางรายงานพบความผิดปกติของระดับสารเคมีที่เรียกว่า
cortisol และ norepinephrine สาร norepinephrine
ที่ถูกกระตุ้นอย่างมากมายและรุนแรงระหว่างเผชิญภัยพิบัตินั้นจะออกฤทธิ์โดยตรงต่อสมองส่วนที่ชื่อว่า
hippocampus ทำให้เกิดการฝังตัวของความจำที่ผิดปกติอย่างถาวร
ซึ่งจะรับผิดชอบต่ออาการเห็นหรือได้ยินภาพเหตุการณ์ร้ายซ้ำในภายหลัง
นักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกด้วยว่าระดับ
cortisol ในผู้ป่วย
PTSD มักจะต่ำกว่าปกติและโดยที่สารตัวนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งสาร
norepinephrine ดังนั้นหากนักวิทยาศาสตร์สามารถเพิ่มระดับของสาร
cortisol นี้ได้ก็น่าจะป้องกันการเกิด
PTSD ได้บางส่วน
ปฏิกิริยาช่วงแรกของผู้รอดชีวิตมักจะเฉยชา
ไม่ยินดียินร้ายกับอะไร
อาการนี้เกิดขึ้นเพราะร่างกายผลิตสารตระกูลฝิ่นที่เรียกว่า
opiate ออกมาจำนวนมากขณะเผชิญภยันตรายรุนแรง
เรื่องนี้งานวิจัยจากหลายแหล่งขัดแย้งกัน
บ้างว่าสารตระกูลฝิ่นที่มากเกินไปนี้เป็นกลไกป้องกันตัวตามธรรมชาติที่ดีทำให้ผู้รอดชีวิตไม่มีอาการอื่นที่มากไปกว่านี้อีก บ้างว่าผู้รอดชีวิตที่เฉยเมยมากในระยะแรกมีแนวโน้มที่จะเจ็บป่วยด้วยโรค
PTSD เต็มรูปแบบในเวลาต่อมา
ลักษณะของผู้รอดชีวิตที่เฉยชา
ไม่ยินดียินร้ายกับอะไรนี้เป็นปรากฏการณ์ที่พบในหนูทดลองที่ถูกช็อตไฟฟ้าซ้ำๆ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า
learned helplessness แปลตามตัวคือเรียนรู้ว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้หนทางช่วยเหลือ สมองของหนูที่ถูกไฟฟ้าช้อตซ้ำๆจะหลั่งสารตระกูลฝิ่นที่เรียกว่า
opiate ออกมาจำนวนมากเช่นกัน แต่พบว่าเมื่อระดับของสารopiate
ลดลงถึงระดับหนึ่ง หนูจะเป็นฝ่ายวิ่งเข้าไปให้ไฟฟ้าช็อตเสียเองเพื่อให้สมองหลั่งสารopiate
ออกมาอีก คล้ายๆกับคนที่ติดฝิ่นต้องเสาะหาฝิ่นมาสูบเมื่อมีอาการถอนยา เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า
trauma addict แปลตามตัวว่าติดภยันตราย ปรากฏการณ์นี้ใช้อธิบายว่าผู้รอดชีวิตที่เฉยชาจะมีอาการตกใจง่าย
ผวาง่าย
หรือสร้างภาพ
flashback เพื่อกระตุ้นสมองของตนเองให้หลั่งสาร
opiate ออกมาอีก
แล้วก็เฉยชาอีก ซ้ำๆอยู่เช่นนั้น
ความรู้เกี่ยวกับสมองของผู้รอดชีวิตที่เล่ามามีประโยชน์ต่อญาติหรือผู้ใกล้ชิด
กล่าวคือหากผู้รอดชีวิตเจ็บป่วยทางจิตในเวลาหลังจากภัยพิบัติผ่านไปนานพอสมควรแล้ว ญาติหรือผู้ใกล้ชิดจะได้มีความเข้าใจในตัวผู้ป่วยมากขึ้นว่าเขากำลังไม่สบายและทนทุกข์ทรมานกับอาการบางอย่างจริง มิใช่เพราะเขาคิดไปเองหรืออ่อนแอแต่อย่างใด
ข้อสังเกตง่ายๆ
เพื่อให้เข้าใจสภาพจิตของผู้รอดชีวิตง่ายขึ้น
สถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา(National
คู่มือนี้บอกวิธีสังเกตตนเองง่ายๆโดยให้สังเกตอาการ
8 ข้อดังต่อไปนี้คือ
1.
นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท
2.
หงุดหงิดง่าย
3.
ฝันร้ายหรือระลึกถึงเหตุการณ์ร้ายนั้นซ้ำๆ
4.
รู้สึกเฉยเมยต่อญาติๆและเพื่อนๆ
5.
รู้สึกผิดที่ตนเองรอดขณะที่คนอื่นตาย
6.
ตกใจง่ายเมื่อเกิดอะไรผิดปกติรอบตัว
เช่น
ผวาอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินเสียงดัง
7.
รู้สึกบ่อยๆว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดซ้ำอีก
8.
ไม่ยอมเข้าใกล้สถานที่หรือสถานการณ์ที่ชวนให้นึกถึงเหตุร้ายนั้นซ้ำอีกเลย
หากมีเพียงข้อใดข้อหนึ่ง ขอให้ระวังว่าอาจจะกำลังเผชิญกับ PTSD
ขั้นแรก
หากสงสัยว่าตนเองกำลังเริ่มมีอาการของ
PTSD สิ่งที่ไม่ควรทำคือหลีกเลี่ยงผู้คนและไม่ยอมพูดถึงเหตุการณ์ร้ายนั้นอีก สิ่งที่ควรทำคือให้ไปหาเพื่อนฝูงที่คบหาอยู่เดิม ออกไปพบปะญาติพี่น้องตามปกติ และถ้ามีโอกาสก็ควรพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง สิ่งที่ไม่ควรทำคือหลีกหนีกิจกรรมที่ตนเองเคยชอบพอ
เช่น ดูหนัง
ฟังเพลง สิ่งที่ควรทำคือบังคับตนเองให้เข้าร่วมกิจกรรมที่เคยทำตามปกติ
หากทำทั้งหมดนี้แล้วไม่มีอะไรดีขึ้น นอกจากไม่ดีขึ้นแล้วยังส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือการดำเนินชีวิตครอบครัว ก็ควรไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อจะได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีต่อไป
ความจำเป็นของการให้คำปรึกษา
คนที่ป่วยด้วย
PTSD มักจะหลีกเลี่ยงและไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
คนรอบข้างโดยส่วนใหญ่ก็มักจะช่วยกันหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเช่นกัน
ญาติบางคนถึงกับสั่งห้ามญาติคนอื่นมิให้พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
อาจจะเป็นเพราะไม่รู้วิธีพูด
หรือลำบากใจที่จะพูด
หรือคิดว่าพูดไปจะยิ่งเป็นการตอกย้ำ
แต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ญาติควรทำคือชวนผู้รอดชีวิตพูด
ถ้าจำเป็นก็อาจจะต้องพาไปพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รอดชีวิตได้พูด
บางโรงพยาบาลอาจจะเปิดโอกาสให้ผู้รอดชีวิตได้พบปะกันเป็นกลุ่มเพื่อพูดคุยและรับฟังซึ่งกันและกัน การพูดถึงเหตุร้ายที่เกิดขึ้นภายใต้การดูแลอย่างเป็นระบบจะช่วยให้พวกเขาได้ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
ทำให้เขาตั้งตัวติดและปรับสภาพจิตใจของตนเองให้ยอมรับเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นได้ในที่สุด
มีงานวิจัยทำในเด็กนักเรียน
12,000 คนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์พายุเฮอริเคนที่ฮาวาย พบว่านักเรียนที่มีโอกาสพบนักจิตวิทยาทันทีจะมีสภาพจิตดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้พบ
และเมื่อติดตามไปนานสองปีก็ยังคงเป็นเช่นเดียวกัน
การดูแลที่ไม่ถูกวิธีในตอนต้นจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้รอดชีวิตกลายเป็นผู้ป่วย
PTSD หรือเป็นผู้ป่วยโรคอารมณ์เศร้าเต็มรูปแบบ
อย่าลืมว่าหากเป็นผู้ชาย
จำนวนมากจะหันเข้าหาสุราหรือยาเสพติดเพื่อบำบัดตนเอง หากเป็นเด็กก็จะมีบุคลิกภาพผิดปกติในอนาคต
การพูดถึงเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างเป็นระบบภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในภายหลังจะช่วยให้ผู้รอดชีวิตได้ลำดับเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ต่างจากครั้งนั้นตรงที่ไม่มีอารมณ์ตื่นกลัวอย่างรุนแรงผสมอยู่เหมือนครั้งนั้น ทำให้ผู้รอดชีวิตสามารถแยกความคิดออกจากอารมณ์ตื่นกลัว
เป็นไปได้ที่เขาอาจจะแสดงความรู้สึกเศร้าเสียใจและวิตกกังวลระหว่างการเล่าเรื่องราวแต่ก็เป็นการแสดงออกที่เขารู้สึกว่าเหมาะสมกว่าครั้งแรก
เมื่อความคิดและอารมณ์ถูกระบายออกไปอย่างเหมาะสม
ความคิดวนเวียนซ้ำซากที่ไม่เป็นประโยชน์จะถูกตัดตอนและถูกกำจัดทิ้งออกไปด้วย
พฤติกรรมบำบัดเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้
เทคนิคที่มีประโยชน์คือ
เทคนิคสร้างความเคยชิน(desensitization)
ใช้สำหรับลดอาการแยกตัว ใช้กับอาการหวาดกลัวสถานที่หรือสถานการณ์ที่เกิดเหตุ
รวมทั้งอาการแยกตัวจากสังคม
วิธีอย่างง่ายคือฉายภาพสถานที่เกิดเหตุในยามเงียบสงบให้ดูวันเล็กวันละน้อยแล้วค่อยๆเพิ่มปริมาณมากขึ้นในระดับที่ผู้ป่วยยอมรับได้
เทคนิคผ่อนคลายกล้ามเนื้อ(muscle relaxation)
ใช้สำหรับลดอาการตื่นเต้น
ง่าย
หวาดผวาง่าย วิธีอย่างง่ายคือให้เกร็งใบหน้า หัวไหล่ และกำมืออย่างแรงแล้วคลายตัวออกช้า ทำสลับกันหลายๆครั้ง
เทคนิคการหยุดความคิด(thought stopping)
ใช้เพื่อหยุด
flashback ได้แก่
อาการเห็นภาพซ้ำ
ได้ยินเสียงซ้ำ
หรือคิดวนเวียนถึงเหตุการณ์ร้ายนั้นซ้ำๆ
วิธีทำอย่างง่าย
เช่น
รัดหนังสะติ๊กไว้ที่ข้อมือตนเองแล้วดีดข้อมือตนเองให้รู้สึกเจ็บเมื่อเกิด
flashback ด้วยวิธีนี้จะทำให้สมองจับคู่ความเจ็บกับปรากฏการณ์flashback ทำให้ปรากฏการณ์flahsbackค่อยๆเลือนหายไป
งานวิจัยต่างประเทศพบว่าประมาณร้อยละ
80
ของผู้รอดชีวิตที่เป็น
ASD ในเดือนแรกจะป่วยด้วย
PTSD ในภายหลัง ดังนั้นการฟื้นฟูจิตใจอย่างเร็วในระยะแรกหากสามารถป้องกันการเกิด
ASD ได้ก็เท่ากับป้องกันการเกิด
PTSD ในเดือนหลังๆด้วย
สำหรับเด็ก
การฟื้นฟูจิตใจไม่เพียงช่วยให้เด็กเป็นสุข
แต่ยังมีประโยชน์ยิ่งใหญ่คือเพื่อป้องกันบุคลิกภาพผิดปกติในอนาคตอีกด้วย