น้ำท่วมกับโรคติดต่อ การประเมินความเสี่ยงและมาตรการป้องกัน

การประเมินความเสี่ยง โรคติดเชื้อที่จะเกิดขึ้นได้ภายหลังจากเกิดน้ำท่วม คือ 1. โรคที่มีน้ำเป็นสื่อ เช่น ไข้รากสาด, อหิวาตกโรค, โรคฉี่หนู และตับอักเสบชนิดเอ 2. โรคที่เกิดจากพาหนะนำโรค เช่น มาลาเรีย. ไข้เด็งกี่, ไข้เลือดออก, ไข้เหลือง และ ไข้เวสทไนล์ (West Nile Fever)

โรคที่มีน้ำเป็นสื่อ (Water-borne disease) น้ำท่วมทำให้เกิดอันตรายจากการติดเชื้อมากขึ้น แต่อันตรายนี้จะลดลงได้ถ้าหากไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายของประชากร และ/หรือ แหล่งน้ำ จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่สำคัญ 14 ครั้ง ในระหว่างปี ..1970 ถึง 1994 มีเพียงประเทศซูดานเท่านั้นที่มีโรคอุจจาระร่วงระบาดเมื่อ ..1980 ทั้งนี้สาเหตุอาจเกิดจากประชาชนมีการเคลื่อนย้ายทำให้ปัญหาจากน้ำท่วมซับซ้อนยิ่งขึ้น น้ำท่วมในโมแซมบิกเมื่อเดือนมกราคม มีนาคม ..2000 ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงสูงขึ้น และใน ..1998 น้ำท่วมที่ เบงกอลตะวันตกทำให้เกิดอหิวาตกโรคระบาดครั้งใหญ่ (O1, El Tor, Ogawa) ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการระบาดอันเนื่องมาจากน้ำท่วมคือ การปนเปื้อนในระบบน้ำดื่ม ดังเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ Iowa และ Missouri เมื่อค..1993 การลดความเสี่ยงในการระบาดสามารถทำได้ถ้ารู้จักกับความเสี่ยงดีพอ และในการรับมือกับภัยพิบัติได้เตรียมการจัดหาน้ำสะอาดเสียก่อน ใน ..1992 ที่ Tajikistan น้ำท่วมเครื่องบำบัดสิ่งปฏิกูล ทำให้เกิดการปนเปื้อนไปสู่น้ำในแม่น้ำ นอกจากปัจจัยเสี่ยงนี้แล้วไม่มีรายงานการเกิดโรคอุจจาระร่วงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ใน ..1971 เกิดพายุไต้ฝุ่นที่อำเภอ Truk , Trust Territories of the Pacific ทำให้จุดรวมแหล่งน้ำถูกตัดขาดจนทำให้ประชาชนต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินหลายแหล่งซึ่งปนเปื้อนขี้หมู ทำให้เกิดการระบาดของ balantidiasis ซึ่งเป็นโปรโตซัวลำไส้ชนิดหนึ่ง (balantidiasis คือ โรคติดเชื้อจากโปรโตซัวชื่อ Balantidium coli ติดต่อได้ทางระบบย่อยอาหาร เป็นโรคในเขตร้อน อาจพบได้ในเขตหนาวเย็น ภูมิประเทศที่มีอากาศสบาย ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการใดๆ แต่มีบางรายที่มีอาการท้องเสียร่วมกับมีเลือดและเมือกปน และติดเชื้อที่ลำไส้ใหญ่ (colitis)) เมื่อปี ..1980 เกิดพายุไซโคลน และน้ำท่วมที่ Mauritius ทำให้เกิดการระบาดของโรคไข้รากสาด อันตรายของการติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้จากการสัมผัสโดยตรงกับน้ำสกปรก เช่น แผลติดเชื้อ ผิวหนังอักเสบ ตาอักเสบ และติดเชื้อที่หู จมูก คอ แต่โรคเหล่านี้ไม่ทำให้เกิดการระบาด โรคติดเชื้อที่สามารถระบาดได้โดยตรงจากน้ำที่ปนเปื้อน คือ โรคฉี่หนู (leptospirosis) เกิดจากแบคทีเรียในสัตว์ ติดต่อทางผิวหนังและเยื่อเมือก สัมผัสกับน้ำ ดินชื้น ผัก (เช่นต้นอ้อย) โคลนที่ปนเปื้อนกับฉี่หนู การเกิดน้ำท่วมหลังฝนตกหนักช่วยให้เกิดการแพร่การกระจายของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากการแพร่พันธุ์ของหนูที่ปล่อยเชื้อเลปโตสไปราห์จำนวนมากออกมากับปัสสาวะ เคยมีการระบาดของโรคฉี่หนูที่บราซิล (..1983, 1988 และ 1996), นิคารากัว (1995), Krasnodar region, Russian Federation (1997), Santa Fe, USA(1998) Orissa, India(1999) และไทย (2000) น่าจะเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมทำให้ประชากรพาหะนำโรคเพิ่มมากขึ้นทำให้การแพร่เชื้อง่ายขึ้น

โรคที่เกิดจากพาหะนำโรค (Vector-borne disease) น้ำท่วมทำให้เกิดโรคที่มีพาหะนำโรคเพิ่มขึ้นได้โดยทางอ้อม จากการเพิ่มจำนวนและขยายขอบเขตพื้นที่ที่สัตว์พาหะนำโรคอาศัยอยู่ น้ำนิ่งที่เกิดจากฝนตกหนักหรือแม่น้ำที่ไหลบ่าสามารถเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและทำให้ผู้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและผู้ปฏิบัติงานฉุกเฉินมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น เด็งกี่ มาลาเรีย และไข้เวสทไนล์ น้ำท่วมอาจจะพัดพาเอาไข่ของยุงออกไปแต่เมื่อน้ำลดลงก็จะกลับมาอีก โดยปกตินานประมาณ 6-8 สัปดาห์ก่อนจะเริ่มมีการระบาดของมาลาเรีย - เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อเกิดน้ำท่วมจะเกิดการระบาดของโรคมาลาเรีย ในพื้นที่ต่างๆของโลกที่มีโรคมาลาเรียเกิดขึ้นเป็นประจำ ยกตัวอย่าง แผ่นดินไหวและต่อมาเกิดน้ำท่วมใน Costa Rica’s Atlantic region ในปี .. 1991 และน้ำท่วมที่ประเทศ Dominican Republic ในปี .. 2004 ทำให้เกิดการระบาดของโรคมาลาเรีย - น้ำท่วมเป็นระยะๆ เกี่ยวเนื่องกับ El Nino-Southern Oscillation (ENSO) มีความสัมพันธ์กับการระบาดของมาลาเรียในพื้นที่ชายฝั่งที่แห้งแล้งทางตอนเหนือของเปรู และเด็งกี่กลับมาระบาดอีกในทวีปอเมริกาหลังจากเคยหายไปนาน 10 ปี - เกิดโรคไข้เวสทไนล์ ในยุโรปขึ้นอีกครั้ง หลังจากฝนตกหนักและน้ำท่วม มีการระบาดที่ประเทศโรมาเนีย เมื่อ ..1996-97, ในประเทศ Czech Republic เมื่อ .. 1997 และประเทศอิตาลี เมื่อค..1998 อันตรายของโรคระบาดจะยิ่งมากขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนพฤติกรรมของคน (เมื่อนอนหลับข้างนอกบ้านจะทำให้ยุงกัดได้ การหยุดกิจกรรมในการควบคุมโรคชั่วคราว ผู้คนหนาแน่น) หรือ การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ช่วยส่งเสริมให้ยุงแพร่พันธุ์ (ชั้นดินเลื่อน ไม่มีป่า การสร้างเขื่อนกั้นน้ำ และการกำหนดเส้นทางใหม่)

อันตรายที่มากับศพ โดยปกติไม่มีหลักฐานว่าศพทำให้เกิดโรคระบาด หลังจากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตัวก่อโรค (agent) ส่วนมากไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานในร่างกายมนุษย์ที่เสียชีวิต (ยกเว้น HIV ซึ่งสามารถอยู่ได้นาน 6 วัน) และสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเฉียบพลันน่าจะเป็นสิ่งที่อยู่รอดได้มากกว่า มนุษย์เท่านั้นที่ยังคงเป็นผู้เสี่ยงทางสุขภาพกับโรคไม่กี่โรคที่จำเป็นต้องมีวิธีป้องกันล่วงหน้าสำหรับโรคนั้น เช่น การตายจากอหิวาตกโรค หรือ ไข้เลือดออก อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติงานที่จัดการกับศพเป็นประจำอาจจะติดเชื้อวัณโรค, ไวรัสที่ติดทางเลือด (เช่น ตับอักเสบชนิดบี/ ซี และ เอดส์) โรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร (เช่น ท้องร่วงจากเชื้อโรตาไวรัส ซัลโมเนลโลซิส E.coli, ไข้ไทฟอยด์/พาราไทฟอยด์, ตับอักเสบเอ, ชิเกลโลซิส และอหิวาตกโรค) - โรควัณโรคสามารถเกิดได้ถ้ามีเชื้อแบคซิลลัสปนอยู่ในอากาศ (อากาศที่ค้างอยู่ในปอดที่พ่นออกมา, ของเหลวจากปอดที่พุ่งออกมาทางจมูก/ปากศพเมื่อมีการจัดการกับศพ) - การได้รับเชื้อไวรัสที่ติดต่อทางเลือดเกิดขึ้นจากการเยื่อบุร่างกายสัมผัสกับเลือดหรือของเหลวจากศพโดยตรง, การบาดเจ็บจากชิ้นส่วนของกระดูก และเข็มทิ่ม หรือ เลือดหรือของเหลวจากศพเปรอะเปื้อนเยื่อบุร่างกาย - การติดเชื้อทางเดินอาหารเป็นเรื่องธรรมดามากเพราะมีอุจจาระไหลออกมาจากศพ การติดต่อโรคได้โดยอุจจาระเข้าสู่ปาก การสัมผัสโดยตรงกับศพ และเสื้อผ้าเปื้อนดิน หรือ เครื่องมือที่แปดเปื้อน ร่างกายศพที่มีการปนเปื้อนในน้ำประปาอาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินอาหารได้อีกด้วย สาธารณชนและผู้ปฏิบัติงานฉุกเฉินควรจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องในเรื่องวิธีการไม่เหมาะสมในจัดการศพ และการระมัดระวังป้องกันที่เหมาะสม เมื่อจับต้องผู้ตาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก (ดูการป้องกันที่ให้ไว้ข้างล่าง)

อันตรายอื่นต่อสุขภาพที่เกิดจากน้ำท่วม - อันตรายเหล่านี้รวมทั้งการจมน้ำ และการบาดเจ็บ หรือ มีบาดแผล โรคบาดทะยักไม่ใช่โรคธรรมดาหลังจากบาดเจ็บจากน้ำท่วม ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันให้กับคนส่วนใหญ่ แต่แนะนำให้วัคซีนกระตุ้นในผู้ที่เคยได้รับวัคซีนนี้มาก่อนที่ยังคงมีบาดแผลเปิด หรือ ในผู้บาดเจ็บอื่นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประวัติการรับวัคซีนของคนเหล่านั้น Passive vaccine (เป็นการให้ภูมิคุ้มกันของคนหรือสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้วฉีดเข้าไปในร่างกาย) ที่มีภูมิต้านทานต่อบาดทะยัก (Hypertet) มีประโยชน์ในการรักษาผู้ที่มีบาดแผลและยังไม่เคยได้รับวัคซีนแบบกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง (active vaccine) และคนที่บาดแผลสกปรกมาก รวมทั้งคนที่เป็นบาดทะยัก - ภาวะร่างกายมีอุณภูมิต่ำกว่าปกติ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะในเด็ก ถ้าหากติดอยู่ในน้ำท่วมเป็นระยะเวลานาน อาจจะทำให้เกิดติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเนื่องจากปัจจัยเสี่ยง (ไม่มีที่กำบัง, ผจญกับน้ำและฝน) - อานุภาพทำลายของน้ำท่วมอาจทำให้แหล่งบำบัดน้ำเสียและน้ำประปาเสียหายทำให้อันตรายที่เกิดจากโรคที่มีน้ำเป็นสื่อเพิ่มมากยิ่งขึ้นดังได้อธิบายมาแล้ว แต่อาจจะมีผลกระทบเฉพาะส่วนที่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพ รวมถึงภาวะหนาวเย็นต่อเนื่อง

มาตรการป้องกัน อันตรายของโรคติดเชื้อจากน้ำท่วมสามารถลดลงได้มาก ถ้าปฏิบัติตามความแนะนำต่อไปนี้

มาตรการระยะสั้น การเติมคลอรีนในน้ำ มาตรการป้องกันที่สำคัญที่สุดที่จะนำไปปฏิบัติ คือ การจัดหาน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัยไม่ให้ขาด เพื่อลดความเสี่ยงจากการระบาดของโรคที่มีน้ำเป็นสื่อ - วิธีที่ทำได้ง่ายและใช้แพร่หลายที่สุด คือการใส่คลอรีนอิสระ และเป็นยาฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่มที่หาซื้อได้ง่ายที่สุด และยังมีประสิทธิภาพต่อต้านเชื้อโรคที่มีในน้ำได้เกือบทั้งหมด (ยกเว้น ไข่ที่ผสมพันธุ์แล้ว (oocyst) ซึ่งเป็นระยะติดต่อของเชื้อ Crytosporidium parvum และ เชื้อพวก Mycobacteria) คลอรีนอิสระปริมาณไม่กี่มิลลิกรัมต่อลิตร ในเวลาประมาณ 30 นาที โดยทั่วไปยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและไวรัสในลำไส้ได้มากกว่าร้อยละ 99.99 - สำหรับเรื่องการใช้ หรือ การบำบัดน้ำครัวเรือน รูปแบบที่ใช้มากที่สุดในทางปฏิบัติ คือ โซเดียมไฮโปคลอไรด์เหลว, แคลเซียมไฮโปคลอไรด์รูปแบบของของแข็ง และผงฟอกขาว (คลอไรด์ของปูนขาว ซึ่งเป็นส่วนผสมของแคลเซียมไฮโปคลอไรด์, แคลเซียมคลอไรด์ และแคลเซียมไฮโปคลอไรท์) - ปริมาณคลอรีนที่ต้องใช้โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารอินทรีย์ในน้ำ ซึ่งต้องขึ้นกับแต่ละสถานการณ์ ภายหลังจากใส่คลอรีนไป 30 นาที ความเข้มข้นของคลอรีนที่เหลืออยู่ในน้ำควรจะมีค่าระหว่าง 0.2-0.5 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งวัดได้โดยใช้ชุดทดสอบเฉพาะ

วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบชนิดเอ - ไม่แนะนำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบชนิดเอให้กับประชาชนหมู่มาก - พิจารณาให้วัคซีนในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น คนที่อยู่ในที่ซึ่งมีการควบคุมจัดการเรื่องน้ำดื่ม น้ำเสีย หรือ สิ่งปฏิกูล - ในกรณีที่เกิดโรคตับอักเสบชนิดเอ ควรให้วัคซีนป้องกันในผู้สัมผัส ไม่แนะนำให้ใช้ immunoglobulins - การวินิจฉัยโรคตับอักเสบชนิดเอแบบเฉียบพลันยืนยันได้จากภูมิต้านทาน anti-HAV IgM

การป้องกันมาลาเรีย - ยาฆ่าแมลง : ไม่จำเป็นว่าเกิดน้ำท่วมแล้วจะทำให้จำนวนยุงเพิ่มทันที อาจจะยังมีเวลาที่จะดำเนินการป้องกันเช่น ฉีดสเปรย์ในบ้าน แจกจ่ายหรือใส่ ITNs อีกครั้งในพื้นที่รู้ว่ามีการใช้แพร่หลาย ซึ่งจะได้ผลกับโรคที่นำโดยยุงอื่นๆด้วย - การตรวจพบโรคแต่เนิ่นๆ : การคอยติดตามดูจำนวนผู้ป่วยทุกสัปดาห์เป็นสิ่งสำคัญ เตรียมการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ (บางทีใช้แค่ % ของผู้ป่วยที่มีไข้เพื่อเป็นแนวทางดูอัตราการให้ผลบวกของสไลด์/สิ่งที่นำมาตรวจพิสูจน์) เพื่อตรวจจับการระบาดของมาลาเรียในระยะต้นๆ - การดูแลรักษาฟรี : เมื่อมีการยืนยันว่ามีการระบาดของ falciparum malaria ควรจัดเตรียมยารักษาที่มีส่วนประกอบของ artemisinin (เป็นยาต้านมาลาเรียที่สกัดจากใบของสมุนไพรจีนชื่อต้นชิงเฮา) และค้นหาผู้ที่มีไข้อาจจะช่วยลดอัตราตายในพื้นที่ห่างไกล ที่เข้าถึงบริการดูแลทางสุขภาพได้น้อย การให้สุขศึกษา - ส่งเสริมให้รักษาอนามัยที่ดี - เน้นย้ำเรื่องเตรียมอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ - เน้นย้ำเรื่องการต้มน้ำให้สะอาด และการใส่คลอรีนในน้ำ - สัญญาณสำคัญในการวินิจฉัยเบื้องต้นและการรักษาโรคมาลาเรีย (ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากมีไข้)

การจัดการกับศพ - วิธีการฝังเป็นวิธีที่ดีกว่าการเผาศพ เมื่อมีการตายจำนวนมาก และเมื่อไม่สามารถที่แยกแยะเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายได้ - การจัดการกับศพคนหมู่มากที่ยังคงอยู่บ่อยครั้งพบว่าขึ้นกับความเชื่อที่ผิดว่า ศพจะทำให้เกิดอันตรายจากโรคระบาดถ้าหากไม่ฝังหรือเผาทันที ไม่ควรทิ้งศพอย่างไม่มีพิธีรีตรองในหลุมฝังศพหมู่ เรื่องเช่นนี้ไม่ได้อยู่ในมาตรการด้านสาธารณสุข เป็นการละเมิดบรรทัดฐานทางสังคมที่สำคัญ และทำให้สูญเสียทรัพยากรที่ขาดแคลนโดยเปล่าประโยชน์ - ครอบครัวควรจะได้มีโอกาสจัดงานศพตามวัฒนธรรมอันสมควร และการฝังศพตามประเพณี - ที่ใดมีประเพณีแตกต่างกัน ควรแยกพื้นที่สำหรับกลุ่มคนแต่ละกลุ่มที่จะประกอบพิธีตามธรรมเนียมของตนอย่างสง่าผ่าเผย - ที่ใดไม่มีสถานที่เอื้ออำนวย เช่น หลุมฝังศพ ปะรำเผาศพ ควรจัดเตรียมพื้นที่อื่นเผื่อไว้ หรือ สถานที่ที่สะดวก - ชุมชนที่ได้รับผลกระทบควรจะมีโอกาสเข้าถึงปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการประกอบพิธีปลงศพได้ตามความเหมาะสมกับวัฒนธรรมในพิธีฝังศพ กองฟืนสำหรับเผาศพ และพิธีกรรมอื่นๆที่เกี่ยวกับการศพ สำหรับผู้ปฏิบัติงานจัดการศพเป็นประจำ - หลุมฝังศพควรอยู่ห่างจากแหล่งน้ำที่ใช้ดื่ม อย่างน้อย 30 เมตร - ก้นหลุมศพต้องลึกอย่างน้อย 1.5 เมตร เหนือระดับพื้นน้ำใต้ดินในเขตที่ไม่อิ่มตัวเป็นระยะ 0.7 เมตร น้ำผิวดินจากหลุมฝังศพต้องไม่เข้าไปสู่เขตที่อยู่อาศัย - เน้นย้ำการการปฏิบัติตนทั่วไปป้องกันตนจากเลือดและของเหลวจากร่างกาย - เน้นย้ำการใช้และกำจัดถุงมือที่ถูกต้อง (ไม่นำกลับมาใช้อีก) - เน้นย้ำการใช้ถุงห่อศพ - เน้นย้ำการล้างมือด้วยสบู่หลังจากจับต้องศพและก่อนรับประทานอาหาร - เน้นย้ำการทำลายเชื้อในพาหนะและเครื่องมือ - ไม่จำเป็นต้องทำลายเชื้อในร่างกายศพก่อนกำจัด (ยกเว้นในกรณีที่เป็นอหิวาตกโรค) - ฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบชนิดบีให้กับผู้ปฏิบัติงาน มาตรการระยะยาว

ด้านกฏหมาย/การบริหารจัดการ - จัดทำโครงการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติและระบบการเตือนภัยแต่เนิ่นๆ - ปรับปรุงระบบเฝ้าระวังในระดับพื้นที่ ระดับประเทศ ระหว่างประเทศ และทั่วโลก - ส่งเสริมการติดตามตรวจวัดน้ำจากก็อกให้ได้คุณภาพตามกำหนด - กำหนดให้มีการรักษาอนามัยมากกว่าปกติ

ด้านเทคนิค - ปรับปรุงการบำบัดน้ำและสุขาภิบาล - ดูแลให้โครงการควบคุมโรคติดเชื้อสามารถดำเนินงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

Available at : http://www.who.int/hac/techguidance/ems/flood_cds/en/ Reference Gayer M & Connolly MA. Chapter 5: "Communicable Disease Control After Disasters" in Public Health Consequences of Disasters, 2nd edition, eds. Noji, EK. Oxford: Oxford University Press, 2005 (in revision). Morgan, O. Infectious disease risks from dead bodies following natural disasters. Pan Am J Public Health 15(5) 307-312. Managing water in the home: accelerated health gains from improved water supply Sobsey MD. Geneva World Health Organization (WHO/SDE/WHS/02.07) The Sphere project: humanitarian charter and minimum standards in disaster response Steering Committee for Humanitarian Response. Oxford: Oxford Publishing, 2004.

Borwornwan Diregpoke M.Sc. (Biostatistics)
e-mail: borworn1@health.moph.go.th