น้ำท่วมกับโรคติดต่อ
การประเมินความเสี่ยงและมาตรการป้องกัน
การประเมินความเสี่ยง
โรคติดเชื้อที่จะเกิดขึ้นได้ภายหลังจากเกิดน้ำท่วม
คือ 1. โรคที่มีน้ำเป็นสื่อ
เช่น
ไข้รากสาด, อหิวาตกโรค, โรคฉี่หนู
และตับอักเสบชนิดเอ
2.
โรคที่เกิดจากพาหนะนำโรค
เช่น
มาลาเรีย. ไข้เด็งกี่, ไข้เลือดออก, ไข้เหลือง
และ
ไข้เวสทไนล์
(West
Nile Fever)
โรคที่มีน้ำเป็นสื่อ (Water-borne disease) น้ำท่วมทำให้เกิดอันตรายจากการติดเชื้อมากขึ้น แต่อันตรายนี้จะลดลงได้ถ้าหากไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายของประชากร และ/หรือ แหล่งน้ำ จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่สำคัญ 14 ครั้ง ในระหว่างปี ค.ศ.1970 ถึง 1994 มีเพียงประเทศซูดานเท่านั้นที่มีโรคอุจจาระร่วงระบาดเมื่อ ค.ศ.1980 ทั้งนี้สาเหตุอาจเกิดจากประชาชนมีการเคลื่อนย้ายทำให้ปัญหาจากน้ำท่วมซับซ้อนยิ่งขึ้น น้ำท่วมในโมแซมบิกเมื่อเดือนมกราคม – มีนาคม ค.ศ.2000 ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงสูงขึ้น และใน ค.ศ.1998 น้ำท่วมที่ เบงกอลตะวันตกทำให้เกิดอหิวาตกโรคระบาดครั้งใหญ่ (O1, El Tor, Ogawa) ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการระบาดอันเนื่องมาจากน้ำท่วมคือ การปนเปื้อนในระบบน้ำดื่ม ดังเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ Iowa และ Missouri เมื่อค.ศ.1993 การลดความเสี่ยงในการระบาดสามารถทำได้ถ้ารู้จักกับความเสี่ยงดีพอ และในการรับมือกับภัยพิบัติได้เตรียมการจัดหาน้ำสะอาดเสียก่อน ใน ค.ศ.1992 ที่ Tajikistan น้ำท่วมเครื่องบำบัดสิ่งปฏิกูล ทำให้เกิดการปนเปื้อนไปสู่น้ำในแม่น้ำ นอกจากปัจจัยเสี่ยงนี้แล้วไม่มีรายงานการเกิดโรคอุจจาระร่วงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ใน ค.ศ.1971 เกิดพายุไต้ฝุ่นที่อำเภอ Truk , Trust Territories of the Pacific ทำให้จุดรวมแหล่งน้ำถูกตัดขาดจนทำให้ประชาชนต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินหลายแหล่งซึ่งปนเปื้อนขี้หมู ทำให้เกิดการระบาดของ balantidiasis ซึ่งเป็นโปรโตซัวลำไส้ชนิดหนึ่ง (balantidiasis คือ โรคติดเชื้อจากโปรโตซัวชื่อ Balantidium coli ติดต่อได้ทางระบบย่อยอาหาร เป็นโรคในเขตร้อน อาจพบได้ในเขตหนาวเย็น ภูมิประเทศที่มีอากาศสบาย ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการใดๆ แต่มีบางรายที่มีอาการท้องเสียร่วมกับมีเลือดและเมือกปน และติดเชื้อที่ลำไส้ใหญ่ (colitis)) เมื่อปี ค.ศ.1980 เกิดพายุไซโคลน และน้ำท่วมที่ Mauritius ทำให้เกิดการระบาดของโรคไข้รากสาด อันตรายของการติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้จากการสัมผัสโดยตรงกับน้ำสกปรก เช่น แผลติดเชื้อ ผิวหนังอักเสบ ตาอักเสบ และติดเชื้อที่หู จมูก คอ แต่โรคเหล่านี้ไม่ทำให้เกิดการระบาด โรคติดเชื้อที่สามารถระบาดได้โดยตรงจากน้ำที่ปนเปื้อน คือ โรคฉี่หนู (leptospirosis) เกิดจากแบคทีเรียในสัตว์ ติดต่อทางผิวหนังและเยื่อเมือก สัมผัสกับน้ำ ดินชื้น ผัก (เช่นต้นอ้อย) โคลนที่ปนเปื้อนกับฉี่หนู การเกิดน้ำท่วมหลังฝนตกหนักช่วยให้เกิดการแพร่การกระจายของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากการแพร่พันธุ์ของหนูที่ปล่อยเชื้อเลปโตสไปราห์จำนวนมากออกมากับปัสสาวะ เคยมีการระบาดของโรคฉี่หนูที่บราซิล (ค.ศ.1983, 1988 และ 1996), นิคารากัว (1995), Krasnodar region, Russian Federation (1997), Santa Fe, USA(1998) Orissa, India(1999) และไทย (2000) น่าจะเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมทำให้ประชากรพาหะนำโรคเพิ่มมากขึ้นทำให้การแพร่เชื้อง่ายขึ้น
โรคที่เกิดจากพาหะนำโรค
(Vector-borne
disease) น้ำท่วมทำให้เกิดโรคที่มีพาหะนำโรคเพิ่มขึ้นได้โดยทางอ้อม
จากการเพิ่มจำนวนและขยายขอบเขตพื้นที่ที่สัตว์พาหะนำโรคอาศัยอยู่
น้ำนิ่งที่เกิดจากฝนตกหนักหรือแม่น้ำที่ไหลบ่าสามารถเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและทำให้ผู้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและผู้ปฏิบัติงานฉุกเฉินมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
เช่น
เด็งกี่
มาลาเรีย
และไข้เวสทไนล์
น้ำท่วมอาจจะพัดพาเอาไข่ของยุงออกไปแต่เมื่อน้ำลดลงก็จะกลับมาอีก
โดยปกตินานประมาณ
6-8
สัปดาห์ก่อนจะเริ่มมีการระบาดของมาลาเรีย
-
เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อเกิดน้ำท่วมจะเกิดการระบาดของโรคมาลาเรีย
ในพื้นที่ต่างๆของโลกที่มีโรคมาลาเรียเกิดขึ้นเป็นประจำ
ยกตัวอย่าง
แผ่นดินไหวและต่อมาเกิดน้ำท่วมใน
Costa
Rica’s Atlantic region ในปี
ค.ศ. 1991
และน้ำท่วมที่ประเทศ
Dominican
Republic ในปี
ค.ศ. 2004
ทำให้เกิดการระบาดของโรคมาลาเรีย
-
น้ำท่วมเป็นระยะๆ
เกี่ยวเนื่องกับ
El
Nino-Southern Oscillation (ENSO) มีความสัมพันธ์กับการระบาดของมาลาเรียในพื้นที่ชายฝั่งที่แห้งแล้งทางตอนเหนือของเปรู
และเด็งกี่กลับมาระบาดอีกในทวีปอเมริกาหลังจากเคยหายไปนาน
10
ปี - เกิดโรคไข้เวสทไนล์
ในยุโรปขึ้นอีกครั้ง
หลังจากฝนตกหนักและน้ำท่วม
มีการระบาดที่ประเทศโรมาเนีย
เมื่อ
ค.ศ.1996-97,
ในประเทศ
Czech
Republic เมื่อ
ค.ศ. 1997
และประเทศอิตาลี
เมื่อค.ศ.1998 อันตรายของโรคระบาดจะยิ่งมากขึ้นจากหลายปัจจัย
เช่น
การเปลี่ยนพฤติกรรมของคน
(เมื่อนอนหลับข้างนอกบ้านจะทำให้ยุงกัดได้
การหยุดกิจกรรมในการควบคุมโรคชั่วคราว
ผู้คนหนาแน่น) หรือ
การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ช่วยส่งเสริมให้ยุงแพร่พันธุ์
(ชั้นดินเลื่อน
ไม่มีป่า
การสร้างเขื่อนกั้นน้ำ
และการกำหนดเส้นทางใหม่)
อันตรายที่มากับศพ
โดยปกติไม่มีหลักฐานว่าศพทำให้เกิดโรคระบาด
หลังจากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ตัวก่อโรค
(agent)
ส่วนมากไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานในร่างกายมนุษย์ที่เสียชีวิต
(ยกเว้น
HIV
ซึ่งสามารถอยู่ได้นาน
6
วัน) และสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเฉียบพลันน่าจะเป็นสิ่งที่อยู่รอดได้มากกว่า
มนุษย์เท่านั้นที่ยังคงเป็นผู้เสี่ยงทางสุขภาพกับโรคไม่กี่โรคที่จำเป็นต้องมีวิธีป้องกันล่วงหน้าสำหรับโรคนั้น
เช่น
การตายจากอหิวาตกโรค
หรือ
ไข้เลือดออก
อย่างไรก็ตาม
ผู้ปฏิบัติงานที่จัดการกับศพเป็นประจำอาจจะติดเชื้อวัณโรค, ไวรัสที่ติดทางเลือด
(เช่น
ตับอักเสบชนิดบี/ ซี
และ
เอดส์) โรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร
(เช่น
ท้องร่วงจากเชื้อโรตาไวรัส
ซัลโมเนลโลซิส
E.coli, ไข้ไทฟอยด์/พาราไทฟอยด์, ตับอักเสบเอ, ชิเกลโลซิส
และอหิวาตกโรค) - โรควัณโรคสามารถเกิดได้ถ้ามีเชื้อแบคซิลลัสปนอยู่ในอากาศ
(อากาศที่ค้างอยู่ในปอดที่พ่นออกมา, ของเหลวจากปอดที่พุ่งออกมาทางจมูก/ปากศพเมื่อมีการจัดการกับศพ) - การได้รับเชื้อไวรัสที่ติดต่อทางเลือดเกิดขึ้นจากการเยื่อบุร่างกายสัมผัสกับเลือดหรือของเหลวจากศพโดยตรง, การบาดเจ็บจากชิ้นส่วนของกระดูก
และเข็มทิ่ม
หรือ
เลือดหรือของเหลวจากศพเปรอะเปื้อนเยื่อบุร่างกาย
-
การติดเชื้อทางเดินอาหารเป็นเรื่องธรรมดามากเพราะมีอุจจาระไหลออกมาจากศพ
การติดต่อโรคได้โดยอุจจาระเข้าสู่ปาก
การสัมผัสโดยตรงกับศพ
และเสื้อผ้าเปื้อนดิน
หรือ
เครื่องมือที่แปดเปื้อน
ร่างกายศพที่มีการปนเปื้อนในน้ำประปาอาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินอาหารได้อีกด้วย
สาธารณชนและผู้ปฏิบัติงานฉุกเฉินควรจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องในเรื่องวิธีการไม่เหมาะสมในจัดการศพ
และการระมัดระวังป้องกันที่เหมาะสม
เมื่อจับต้องผู้ตาย
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก
(ดูการป้องกันที่ให้ไว้ข้างล่าง)
อันตรายอื่นต่อสุขภาพที่เกิดจากน้ำท่วม
-
อันตรายเหล่านี้รวมทั้งการจมน้ำ
และการบาดเจ็บ
หรือ
มีบาดแผล
โรคบาดทะยักไม่ใช่โรคธรรมดาหลังจากบาดเจ็บจากน้ำท่วม
ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันให้กับคนส่วนใหญ่
แต่แนะนำให้วัคซีนกระตุ้นในผู้ที่เคยได้รับวัคซีนนี้มาก่อนที่ยังคงมีบาดแผลเปิด
หรือ
ในผู้บาดเจ็บอื่นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประวัติการรับวัคซีนของคนเหล่านั้น
Passive
vaccine (เป็นการให้ภูมิคุ้มกันของคนหรือสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้วฉีดเข้าไปในร่างกาย) ที่มีภูมิต้านทานต่อบาดทะยัก
(Hypertet) มีประโยชน์ในการรักษาผู้ที่มีบาดแผลและยังไม่เคยได้รับวัคซีนแบบกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง
(active
vaccine) และคนที่บาดแผลสกปรกมาก
รวมทั้งคนที่เป็นบาดทะยัก
-
ภาวะร่างกายมีอุณภูมิต่ำกว่าปกติ
เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน
โดยเฉพาะในเด็ก
ถ้าหากติดอยู่ในน้ำท่วมเป็นระยะเวลานาน
อาจจะทำให้เกิดติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเนื่องจากปัจจัยเสี่ยง
(ไม่มีที่กำบัง, ผจญกับน้ำและฝน) - อานุภาพทำลายของน้ำท่วมอาจทำให้แหล่งบำบัดน้ำเสียและน้ำประปาเสียหายทำให้อันตรายที่เกิดจากโรคที่มีน้ำเป็นสื่อเพิ่มมากยิ่งขึ้นดังได้อธิบายมาแล้ว
แต่อาจจะมีผลกระทบเฉพาะส่วนที่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพ
รวมถึงภาวะหนาวเย็นต่อเนื่อง
มาตรการป้องกัน
อันตรายของโรคติดเชื้อจากน้ำท่วมสามารถลดลงได้มาก
ถ้าปฏิบัติตามความแนะนำต่อไปนี้
มาตรการระยะสั้น
การเติมคลอรีนในน้ำ
มาตรการป้องกันที่สำคัญที่สุดที่จะนำไปปฏิบัติ
คือ
การจัดหาน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัยไม่ให้ขาด
เพื่อลดความเสี่ยงจากการระบาดของโรคที่มีน้ำเป็นสื่อ
-
วิธีที่ทำได้ง่ายและใช้แพร่หลายที่สุด
คือการใส่คลอรีนอิสระ
และเป็นยาฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่มที่หาซื้อได้ง่ายที่สุด
และยังมีประสิทธิภาพต่อต้านเชื้อโรคที่มีในน้ำได้เกือบทั้งหมด
(ยกเว้น
ไข่ที่ผสมพันธุ์แล้ว
(oocyst) ซึ่งเป็นระยะติดต่อของเชื้อ
Crytosporidium parvum
และ
เชื้อพวก
Mycobacteria) คลอรีนอิสระปริมาณไม่กี่มิลลิกรัมต่อลิตร
ในเวลาประมาณ
30
นาที
โดยทั่วไปยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและไวรัสในลำไส้ได้มากกว่าร้อยละ
99.99
- สำหรับเรื่องการใช้
หรือ
การบำบัดน้ำครัวเรือน
รูปแบบที่ใช้มากที่สุดในทางปฏิบัติ
คือ
โซเดียมไฮโปคลอไรด์เหลว, แคลเซียมไฮโปคลอไรด์รูปแบบของของแข็ง
และผงฟอกขาว
(คลอไรด์ของปูนขาว
ซึ่งเป็นส่วนผสมของแคลเซียมไฮโปคลอไรด์, แคลเซียมคลอไรด์
และแคลเซียมไฮโปคลอไรท์) - ปริมาณคลอรีนที่ต้องใช้โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารอินทรีย์ในน้ำ
ซึ่งต้องขึ้นกับแต่ละสถานการณ์
ภายหลังจากใส่คลอรีนไป
30
นาที
ความเข้มข้นของคลอรีนที่เหลืออยู่ในน้ำควรจะมีค่าระหว่าง
0.2-0.5
มิลลิกรัม/ลิตร
ซึ่งวัดได้โดยใช้ชุดทดสอบเฉพาะ
วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบชนิดเอ
-
ไม่แนะนำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบชนิดเอให้กับประชาชนหมู่มาก
-
พิจารณาให้วัคซีนในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
เช่น
คนที่อยู่ในที่ซึ่งมีการควบคุมจัดการเรื่องน้ำดื่ม
น้ำเสีย
หรือ
สิ่งปฏิกูล
-
ในกรณีที่เกิดโรคตับอักเสบชนิดเอ
ควรให้วัคซีนป้องกันในผู้สัมผัส
ไม่แนะนำให้ใช้
immunoglobulins - การวินิจฉัยโรคตับอักเสบชนิดเอแบบเฉียบพลันยืนยันได้จากภูมิต้านทาน
anti-HAV
IgM
การป้องกันมาลาเรีย
-
ยาฆ่าแมลง
:
ไม่จำเป็นว่าเกิดน้ำท่วมแล้วจะทำให้จำนวนยุงเพิ่มทันที
อาจจะยังมีเวลาที่จะดำเนินการป้องกันเช่น
ฉีดสเปรย์ในบ้าน
แจกจ่ายหรือใส่
ITNs อีกครั้งในพื้นที่รู้ว่ามีการใช้แพร่หลาย
ซึ่งจะได้ผลกับโรคที่นำโดยยุงอื่นๆด้วย
-
การตรวจพบโรคแต่เนิ่นๆ
:
การคอยติดตามดูจำนวนผู้ป่วยทุกสัปดาห์เป็นสิ่งสำคัญ
เตรียมการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ
(บางทีใช้แค่
%
ของผู้ป่วยที่มีไข้เพื่อเป็นแนวทางดูอัตราการให้ผลบวกของสไลด์/สิ่งที่นำมาตรวจพิสูจน์) เพื่อตรวจจับการระบาดของมาลาเรียในระยะต้นๆ
-
การดูแลรักษาฟรี
:
เมื่อมีการยืนยันว่ามีการระบาดของ
falciparum malaria ควรจัดเตรียมยารักษาที่มีส่วนประกอบของ
artemisinin (เป็นยาต้านมาลาเรียที่สกัดจากใบของสมุนไพรจีนชื่อต้นชิงเฮา) และค้นหาผู้ที่มีไข้อาจจะช่วยลดอัตราตายในพื้นที่ห่างไกล
ที่เข้าถึงบริการดูแลทางสุขภาพได้น้อย
การให้สุขศึกษา
-
ส่งเสริมให้รักษาอนามัยที่ดี
-
เน้นย้ำเรื่องเตรียมอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ
-
เน้นย้ำเรื่องการต้มน้ำให้สะอาด
และการใส่คลอรีนในน้ำ
-
สัญญาณสำคัญในการวินิจฉัยเบื้องต้นและการรักษาโรคมาลาเรีย
(ภายใน
24
ชั่วโมงหลังจากมีไข้)
การจัดการกับศพ
-
วิธีการฝังเป็นวิธีที่ดีกว่าการเผาศพ
เมื่อมีการตายจำนวนมาก
และเมื่อไม่สามารถที่แยกแยะเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายได้
-
การจัดการกับศพคนหมู่มากที่ยังคงอยู่บ่อยครั้งพบว่าขึ้นกับความเชื่อที่ผิดว่า
ศพจะทำให้เกิดอันตรายจากโรคระบาดถ้าหากไม่ฝังหรือเผาทันที
ไม่ควรทิ้งศพอย่างไม่มีพิธีรีตรองในหลุมฝังศพหมู่
เรื่องเช่นนี้ไม่ได้อยู่ในมาตรการด้านสาธารณสุข
เป็นการละเมิดบรรทัดฐานทางสังคมที่สำคัญ
และทำให้สูญเสียทรัพยากรที่ขาดแคลนโดยเปล่าประโยชน์
-
ครอบครัวควรจะได้มีโอกาสจัดงานศพตามวัฒนธรรมอันสมควร
และการฝังศพตามประเพณี
-
ที่ใดมีประเพณีแตกต่างกัน
ควรแยกพื้นที่สำหรับกลุ่มคนแต่ละกลุ่มที่จะประกอบพิธีตามธรรมเนียมของตนอย่างสง่าผ่าเผย
-
ที่ใดไม่มีสถานที่เอื้ออำนวย
เช่น
หลุมฝังศพ
ปะรำเผาศพ
ควรจัดเตรียมพื้นที่อื่นเผื่อไว้
หรือ
สถานที่ที่สะดวก
-
ชุมชนที่ได้รับผลกระทบควรจะมีโอกาสเข้าถึงปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการประกอบพิธีปลงศพได้ตามความเหมาะสมกับวัฒนธรรมในพิธีฝังศพ
กองฟืนสำหรับเผาศพ
และพิธีกรรมอื่นๆที่เกี่ยวกับการศพ
สำหรับผู้ปฏิบัติงานจัดการศพเป็นประจำ
-
หลุมฝังศพควรอยู่ห่างจากแหล่งน้ำที่ใช้ดื่ม
อย่างน้อย
30
เมตร
-
ก้นหลุมศพต้องลึกอย่างน้อย
1.5
เมตร
เหนือระดับพื้นน้ำใต้ดินในเขตที่ไม่อิ่มตัวเป็นระยะ
0.7
เมตร
น้ำผิวดินจากหลุมฝังศพต้องไม่เข้าไปสู่เขตที่อยู่อาศัย
-
เน้นย้ำการการปฏิบัติตนทั่วไปป้องกันตนจากเลือดและของเหลวจากร่างกาย
-
เน้นย้ำการใช้และกำจัดถุงมือที่ถูกต้อง
(ไม่นำกลับมาใช้อีก) - เน้นย้ำการใช้ถุงห่อศพ
-
เน้นย้ำการล้างมือด้วยสบู่หลังจากจับต้องศพและก่อนรับประทานอาหาร
-
เน้นย้ำการทำลายเชื้อในพาหนะและเครื่องมือ
-
ไม่จำเป็นต้องทำลายเชื้อในร่างกายศพก่อนกำจัด
(ยกเว้นในกรณีที่เป็นอหิวาตกโรค) - ฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบชนิดบีให้กับผู้ปฏิบัติงาน
มาตรการระยะยาว
ด้านกฏหมาย/การบริหารจัดการ
-
จัดทำโครงการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติและระบบการเตือนภัยแต่เนิ่นๆ
-
ปรับปรุงระบบเฝ้าระวังในระดับพื้นที่
ระดับประเทศ
ระหว่างประเทศ
และทั่วโลก
-
ส่งเสริมการติดตามตรวจวัดน้ำจากก็อกให้ได้คุณภาพตามกำหนด
-
กำหนดให้มีการรักษาอนามัยมากกว่าปกติ
ด้านเทคนิค
-
ปรับปรุงการบำบัดน้ำและสุขาภิบาล
-
ดูแลให้โครงการควบคุมโรคติดเชื้อสามารถดำเนินงานได้
อย่างมีประสิทธิภาพ
Available
at : http://www.who.int/hac/techguidance/ems/flood_cds/en/
Reference Gayer M & Connolly MA. Chapter 5: "Communicable Disease
Control After Disasters" in Public Health
Consequences of Disasters, 2nd edition, eds. Noji,
EK. Oxford: Oxford University Press, 2005 (in revision). Morgan, O. Infectious
disease risks from dead bodies following natural disasters. Pan Am J Public
Health 15(5) 307-312. Managing water in the home: accelerated health gains from
improved water supply Sobsey MD. Geneva World Health
Organization (WHO/SDE/WHS/02.07) The Sphere project:
humanitarian charter and minimum standards in disaster response Steering
Committee for Humanitarian Response. Oxford: Oxford Publishing, 2004.
Borwornwan Diregpoke M.Sc. (Biostatistics)
e-mail: borworn1@health.moph.go.th